การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล (Digital Preservation) : ตัวช่วยในการอนุรักษ์

การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล (Digital Preservation) : ตัวช่วยในการอนุรักษ์ เป็นหัวข้อหนึ่งในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศจากตัวเล่มสู่ดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน จากการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล : ตัวช่วยในการอนุรักษ์” (จัดโดย ศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ) บรรยายโดย อาจารย์ราชบดินทร์ สุวรรณคัณฑ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยอาจารย์ได้นำความรู้ในเรื่อง

  1. ทรัพยากรสารสนเทศและทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล
  2. การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล
  3. กระบวนการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล
  4. ตัวอย่างหอจดหมายเหตุดิจิทัลและพิพิธภัณฑ์ดิจิทัล
  5. การพัฒนา “คลังสารสนเทศดิจิทัล” เริ่มต้นอย่างไร?

Continue reading

หลังบ้าน หน้าบ้านของการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศ

กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล แบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าจะเก็บอะไรให้เป็นดิจิทัล จัดเก็บอย่างไร เข้าถึงและเผยแพร่ได้ทางไหน อย่างไร

3 ขั้นตอน ได้แก่ การแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) การบริหารจัดการข้อมูล (Information Management) และ การจัดแสดง การเผยแพร่ การให้บริการ (Information Access)

กระบวนการสงวนทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล

กระบวนการสงวนทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล

ติดตามรายละเอียดได้ที่ http://lib.hcu.ac.th/files/2016/seminar-2016Sep15-16/20160916-DigitalPreservation-Rachabadin.pdf

รายการอ้างอิง

ราชบดินทร์ สุวรรณคัณฑิ. (2559). การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล : ตัวช่วยในการอนุรักษ์. เอกสารประกอบการบรรยายการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสงวนทรัพยากรสารสนเทศจากตัวเล่มสู่ดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน วันที่ 16 กันยายน 2559 ศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ.

จะเลือกวารสารตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยอย่างไร

นักวิจัยหลายๆ ท่านอาจจะเคยได้รับจดหมายเชิญขวนให้ส่งบทความไปตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ เราจะมีหลักการพิจารณาได้อย่างไร ว่าวารสารเหล่านั้นไม่ใช่วารสารประเภท predatory journal

1. ตรวจสอบวารสารที่จะตีพิมพ์ผลงานวิจัย อยู่ใน Master Journal List ของบริษัท Thomson Reuters หรือไม่ ได้ที่ http://ip-science.thomsonreuters.com/mjl/ โดยสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะวารสารที่มีอยู่ใน Science Citations Index และ Science Citations Index Expanded เท่านั้นที่จะมีค่า impact factor และวารสารในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ จะต้องอยู่ใน Social Science Citation Index และ Arts and Humanities Citation Index เท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดรายชื่อวารสารทั้งหมดในฐาน Science Citations Index, Science Citations Index Expanded และ Arts and Humanities Citation Index ได้จากเมนูขวามือ

การสืบค้นวารสาร

การสืบค้นวารสาร

2. ตรวจสอบค่าดัชนีอ้างอิงวารสาร impact factor จากฐานข้อมูล Journal Citation Reports หรือ InCites Journal Citation Reports

รายการอ้างอิง

วสุ ปฐมอารีย์. (2559). การคัดเลือกวารสารสำหรับการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย. Re-Form. vol.4 (ก.ค.-ส.ค.)

ความประทับใจจาก TEDxChula

อ. ธงชัย โรจน์กังสดาล ไปฟัง TEDx ChulalongkornU เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2559 และได้ถ่ายทอดความประทับใจ ออกมา 3 เรื่อง ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 9 กันยายน 2559) อ่านแล้วชอบ มาสรุปอีกต่อหนึ่งนะคะ อ่านรายละเอียดได้จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ค่ะ หรือติดตามวิดีโอคลิปการบรรยายของงาน TEDx ChulalongkornU ซึ่งจะนำขึ้นเว็บไซต์ http://www.tedxchulalongkornu.com หรือยูทูบเร็วๆ นี้

เรื่องแรกการออกจาก Comfort Zone ของข้าราชการเกษียณอายุที่เดินทางท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ แบบแบ๊กแพ็ก ซึ่งหลายคนก็จะมีความกลัวสารพัด การสื่อสาร ความไม่ปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วเรากลัวไปก่อนล่วงหน้า อย่ามัวกลัว อย่ามัวรอเพื่อน จะไม่ได้ไปไหนซักที่ หรือสักที ค้นหาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม และเดินทางท่องเที่ยวได้เลย

เรื่องของน้องกัน ผู้พูดอายุน้อยที่สุดในงาน น้องกัน สังเกตเรื่องขยะล้นเมือง เกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างถังขยะเพื่อแก้ปัญหา น้องกันเริ่มจากการสังเกตปัญหา สร้างต้นแบบ รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงต้นแบบ ส่งเข้าประกวด ปรับปรุงผลงานจนได้รางวัลระดับโลกด้านสิ่งประดิษฐ์ เป็นการพัฒนานวัตกรรมนั่นเอง น้องกัน เป็นนักเรียนประถมสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น ป.6 ค่ะ น่าชื่นชม

เรื่องสุดท้าย ผู้พูดกล่าวว่า เพราะอารมณ์มักมาก่อนเหตุผลในการตัดสินใจ ดังนั้น เราควรใช้เทคนิคนี้ในการสร้างความประทับใจของการบริการต่างๆ เช่น นอกเหนือจาก welcome drink แล้ว โรงแรมควรให้เครื่องดื่มแก่ลูกค้าก่อนเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมระหว่างคอยแม่บ้านตรวจห้องพัก เพื่อให้ลูกค้าจดจำประสบการณ์ดีๆ

น่าคิดต่อนะคะ ถ้าจะมีเครื่องดื่มแบบนี้บ้าง แต่เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เราจะเรียกว่า Thank you drink ดีมั้ยคะ

รายการอ้างอิง

ธงชัย โรจน์กังสดาล. (2016). ไอเดียที่ควรเผยแพร่จาก TEDxChula 2016. เดลินิวส์ 9 (กย. 2559)

นวัตกรรมห้องสมุดกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Library Innovation and Learning in the 21st Century)

จากการเข้าร่วมฟังบรรยายในงาน TK Forum 2016 ซึ่งในปีนี้จัดในหัวข้อเรื่อง นวัตกรรมห้องสมุดกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Library Innovation and Learning in the 21st Century) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 ณ ห้องประชุม 3,4 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นั้นประกอบด้วยการบรรยาย 3 เรื่อง ได้แก่

1. Managing Innovative Personalities for Successful Library Innovation โดย คิมเบอร์ลี่ แมทธิวส์ (Kimberly Matthews) ผู้ช่วยผู้อำนวยการห้องสมุดประชาชนไมอามี่-เด๊ด สหรัฐอเมริกา
2. Future City, Future Library: Experiences and Lessons Learned from the Library of Birmingham โดย ไบรอัน แกมเบิลส์ (Brian Gambles) อดีตผู้อำนวยการห้องสมุดเมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร
3. How to Develop and Promote Innovation in the Public Service: Case of Public Libraries in Singapore โดย เหงียน เลก ชอ (Ngian Lek Choh) ที่ปรึกษาคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (NLB)

สำหรับหัวข้อแรก Managing Innovative Personalities for Successful Library Innovation หรือ การบริหารบุคลิกภาพแห่งนวัตกรรมเพื่อการสร้างนวัตกรรมห้องสมุดที่ประสบความสำเร็จ นั้น วิทยากรได้เริ่มกล่าวถึงการบริหารนวัตกรรม ขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กร เพราะต้องเป็นผู้กุมบังเหียนคนเก่ง คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่ชอบอยู่เอกเทศ เป็นต้น เข้ามาร่วมสร้างผลงาน เพราะหากบริหารจัดการไม่ดี จะส่งผลในทางตรงข้ามคือ เกิดการหยุดคิด และเปลี่ยนเป็นทำลายล้างมากกว่าสร้างสรรค์ ดังนั้น ผู้นำที่แท้จริงควรมีคุณสมบัติ 10 ประการ ดังนี้ Continue reading

ภาษาที่เรียนรู้ได้ยาก

วันก่อนคุยกับบรรณารักษ์ภาษาจีน ทึ่งมากกว่าจะทำรายการหนังสือภาษาจีนเข้าระบบห้องสมุดได้แต่ละเล่ม แถมพี่บรรณารักษ์ภาษาจีนยังบอกอีกว่า ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ยากกว่าอีก โอ้โห! เลยต้องค้นๆ ดู เจอเว็บการจัดอันดับภาษาที่เรียนรู้ยาก สำหรับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จริงๆ ด้วย ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อยู่ในกลุ่มยากสุดเลย

ในเว็บนี้ แบ่งกลุ่มภาษาที่ต้องใช้เวลาเรียน ออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรกใช้เวลา 23-24 สัปดาห์  หรือ 575-600 ชั่วโมง เช่น ภาษาฝรั่งเศส ดัชท์ สเปน เป็นต้น กลุ่มที่สอง ใช้เวลาเรียน 30 สัปดาห์ หรือ 750 ชั่วโมง ได้แก่ ภาษาเยอรมัน กลุ่มที่สาม ใช้เวลาเรียน 36 สัปดาห์ หรือ 900 ชั่วโมง ได้แก่ ภาษาอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสวาฮีลี กลุ่มที่สี่ ใช้เวลาเรียน 44 สัปดาห์หรือ 1100 ชั่วโมง กลุ่มนี้มีจำนวนมากเลย เช่น เนปาลี พม่า เวียดนาม ไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย  ส่วนกลุ่มที่ยากสุด ใช้เวลาเรียน 88 สัปดาห์หรือ 2200 ชั่วโมง มี ภาษาอาระบิค ภาษาจีน (ทั้ง Cantonese และ Mandarin) ภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาเกาหลี ติดตามอ่านได้ที่  http://www.effectivelanguagelearning.com/language-guide/language-difficulty

Pantip.com จับมือ ม.เกษตร เปิดตัวระบบ Auto Tag ด้วย Machine Learning

ที่ผ่านมา Pantip ให้เจ้าของกระทู้เป็นฝ่ายเลือกแท็กให้กระทู้เอง ปัญหาที่พบคือ 1) ใส่แท็กไม่เป็น 2) สแปมแท็ก อยากให้คนเห็นเยอะๆ เลยตั้งแท็กหว่านๆ

ทางแก้ของ Pantip คือต้องมีทีมงานตรวจสอบกระทู้อย่างละเอียด และแก้ไขแท็กให้ถูกต้อง ปัจจุบันมีกระทู้ใหม่วันละ 5,000 กระทู้ ถือเป็นงานหนัก ต้องใช้ทีมเว็บมาสเตอร์หลายสิบคนช่วยกันมอนิเตอร์ เปลืองแรงมาก จึงมีระบบเข้ามาช่วยแยกแยะข้อความในกระทู้ เพื่อนำเสนอแท็กให้ผู้ใช้งาน อ่านรายละเอียดได้ที่https://www.blognone.com/node/79057

อ่านปัญหาของ Pantip แล้วทำให้นึกถึงเวลาที่บรรณารักษ์ให้คำสำคัญ ให้หัวเรื่อง ระยะหลังๆ ใช้เป็น tag และเปิดโอกาสให้คนอ่านเข้ามาใส่ tag เองในลักษณะที่เรียกว่า Folksonomies ที่นี้ก็จะเปิดปัญหาที่ว่าเนื้อหาลักษณะเดียวกัน มีการให้คำสารพัดคำที่จะใส่ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็มีทั้งเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ เพื่อจะให้เข้าถึงได้หมดไม่ว่าจะค้นด้วยคำไหน แต่ก็จะเกิดปัญหาเนื้อหาอย่างเดียวกัน บางคนใส่คำนี้ บางคนไม่ใส่ การค้นจึงได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน พลาดข้อมูลบางรายการ จะสามารถใช้ Auto Tag แบบนี้ได้บ้างก็จะดี

รายการอ้างอิง
mk. (2559). Pantip.com จับมือ ม.เกษตร เปิดตัวระบบ Auto Tag ด้วย Machine Learning. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 จาก https://www.blognone.com/node/79057

อายุการเก็บเอกสารภาษี

ตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นมาจนจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม ที่ประชาชนคนไทยที่มีหน้าที่ในการเสียภาษีให้แก่รัฐ  เพื่อนำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศต่อไปนั้น ผู้เขียนซึ่งทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี ในการยื่นแบบการเสียภาษีมาทุกๆ ปี ตั้งแต่ยังต้องกรอกรายการเสียภาษี รายการการลดหย่อน งง มาก งง น้อย จนเกิดความชำนาญ จนมาถึงมีการยื่นแบบภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ต ชีวิต Happy ขึ้นเยอะเลย ศึกษาวิธีการกรอกไปเรื่อย เพราะกรมสรรพากร ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ปรับเปลี่ยนแบบฟอร์มการกรอกอยู่เสมอๆ เหมือนกัน

เป็นประจำทุกปี ที่มักจะยื่นการเสียภาษี เกือบจะหมดเวลาการยื่น คนรอบข้างทั้งลูกน้อง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ต่างได้รับเงินคืนภาษี จนพูดว่าเอาเงินที่ได้จากการคืนภาษีไปใช้หมดแล้ว บ้างก็บอกว่า ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม  2 ปีที่แล้วยื่นวันสุดท้ายเลย กลัวอยู่เหมือนกัน เพราะคนก็จะเฮโลยื่นทางออนไลน์วันนั้นกันเยอะ  อาจจะทำให้ระบบเกิดปัญหาได้ ปีนี้ ได้จังหวะว่าง เลยได้ยื่นภาษีไปเมื่อวันก่อน เห็นซองเอกสารการเสียภาษี ที่เก็บไว้ในแต่ละปี เขียนกำกับหน้าซองไว้เรียบร้อย แถม save เก็บเป็นไฟล์ไว้ในคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก จัดเก็บเป็นโฟลเดอร์เรียงตามลำดับ เลยให้เอะใจว่า ตกลงเราต้องเก็บเอกสารหลักฐานพวกนี้ กี่ปี จึงจะทำลายหรือลบได้ สอบถามไปในกลุ่มไลน์ได้มาหลายคำตอบ สุดท้ายมีน้องส่งคำตอบจากระบบสารานุกรมภาษี http://wiki.mof.go.th/mediawiki/index.php/ความรู้เกี่ยวกับภาษี_J มาให้อ่าน  ในเว็บระบบสารานุกรมภาษี เขียนไว้ว่า “ตามกฏหมายภาษี – กำหนดให้ผู้เสียภาษีต้องเก็บเอกสารทางบัญชีและภาษีไม่น้อยกว่า 5 ปี ภายใต้เงื่อนไขต้องยื่นแบบทุกปี ทั้งนี้ไม่ว่าผู้เสียภาษี จะยื่นแบบภาษีถูกหรือยื่นผิดก็ตาม โดยปกติเจ้าพนักงานมีสิทธิประเมินย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี (ไม่นับปีปัจจุบัน) เช่น ถ้าปัจจุบันปี 2550 ก็ย้อน หลังได้คือปี 48 – 49 เป็นต้น แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าพนักงานสรรพากรมีอำนาจประเมินขยายระยะเวลาได้ถึง 5 ปี ดังนั้น ผู้เสียภาษีจึงควรเก็บเอกสารให้เกิน 5 ปี (ทำลายเอกสารในปีที่หก) แต่ถ้าผู้เสียภาษีไม่เคยยื่นแบบเลย สรรพากรสามารถประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี”  ถึงบางอ้อ

รายการอ้างอิง
ระบบสารานุกรมภาษี. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 จาก http://wiki.mof.go.th/mediawiki/index.php/ความรู้เกี่ยวกับภาษี_J

อังกฤษยังคงพิมพ์กฎหมายบนหนังสัตว์ต่อไป

จากเว็บไซต์ BBC วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 (http://www.bbc.com/news/magazine-35569281) ได้เสนอข่าวในหัวข้อเรื่อง Why is the UK still printing its laws on vellum? ในภาพประกอบข่าวจะมีม้วนหนังสัตว์ที่บันทึกกฎหมายไว้อยู่เต็มไปหมด

ทำไมอังกฤษ จึงยังคงการบันทึกกฎหมายในแบบเดิม หรือบนหนังสัตว์ที่ทำจากหนังลูกวัว หรือหนังแพะ เพราะหนังสัตว์เหล่านี้ สามารถเก็บไว้ได้ในระยะยาว แม้แต่เอกสารที่เก่าเก็บในรัฐสภาอังกฤษ ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1497 ก็ยังคงอยู่ รวมทั้ง Magna Carta ต้นฉบับ มีอายุมากกว่า 800 ปี ก็ยังมีสภาพคงอยู่ คำตอบง่ายๆ ก็คือ การไม่ไว้ใจสื่อดิจิทัลที่จะยังอยู่ไปถึงอนาคต เพราะสื่อบันทึกต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ ต้องมีการย้าย ถ่ายโอนไปตามสื่อที่เปลี่ยนไป การทำสำรองยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนถ่าย มนุษย์ต้องอ่านโดยอาศัยสื่อ พึ่งพาเทคโนโลยี

รายการอ้างอิง
Why is the UK still printing its laws on vellum? (2016). Retrieved 16 Feb 2016 from http://www.bbc.com/news/magazine-35569281