ต้องจากเมืองไทย เพื่อไปลอนดอน – อังกฤษ

จากที่ต้องไปสัมมนาหัวข้อ Knowledge Management & Content Management ระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2551 ที่ลอนดอน โดยจัดที่ Ibis Earl’s Cord London นั้น เนื่องจากเที่ยวบินของการบินไทยที่บินตรงไปลอนดอนมี 2 เที่ยว คือ จากกรุงเทพฯ 1:10 ถึงลอนดอน 7:15 และ จากกรุงเทพฯ 12.25 น. ถึงลอนดอน 18:30 น. เลยวางแผนว่า ไปวันที่ 24 เวลา 1:10 ของเมืองไทย และไปถึงลอนดอน วันที่ 24 มิถุนายน เวลา 7:15 น. ไปถึงตอนเช้าดีกว่า เพราะต้องเดินทางไปโรงแรมที่พักอีก ถ้าไปถึงเย็น เผื่อมีปัญหาอะไร มืดค่ำจะลำบาก

ก็เลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินวันที่ 24 มิถุนายน เที่ยวบิน TG 910 ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 1:10 น. น่าจะ work มา check-in เพื่อที่ขึ้นเครื่องตั้งแต่ 5 ทุ่ม เครื่องออกที่ Gate E5 ซึ่งฝั่งตรงข้าม คือ E6 เป็นของ gate สำหรับคนที่เดินทางไปนิวยอร์ค ระหว่างที่ Gate ยังไม่เปิด ก็นั่งมองผู้โดยสารที่จะเดินทางไปนิวยอร์คไปเรื่อย ๆ เห็นขั้นตอนการตรวจละเอียดมาก ๆ รื้อ กระเป๋า ผู้โดยสารมากขึ้น ชักจะวุ่นวาย ก็เลยลุกไปนั่งแถว Gate ตัวเอง จน gate เปิด เกือบ เที่ยงคืนครึ่ง ก็ลงไปรอข้างล้างอีกพักใหญ่ จนใกล้ ตีหนึ่งครึ่ง ถึงได้เรียกขึ้น เรียกจากแถวหลังขึ้นมาเรื่อย ๆ เรานั่งแถวกลาง เลยขึ้นไปนั่งชุดหลัง ที่ดีจองที่นั้งแถวทางเดิน เพราะสะดวกในการเข้าห้องน้ำเป็นอย่างมาก สำหรับการเดินทางที่ใช้เวลาถึง 11 ชั่วโมง แนะนำว่าควรเลือกที่นั่งแถวทางเดินจะสะดวกสุด ๆ ค่ะ

กะจะขึ้นไปนอน แต่ก็โดนเรียกให้รับประทานอาหาร พอกินเสร็จปิดไฟให้นอนอีก ก็เลยได้นอนจริง ๆ เลยทีนี้ หลับไปได้งีบใหญ่ รู้สึกตัวตื่น ก็เลยไม่ค่อยแล้ว หลับ ๆ ตื่น เดินไปเข้าห้องน้ำบ้าง ขอน้ำกินบ้าง แล้วก็หลับได้อีกนิด ก็เสิร์ฟผ้าให้เช็ดหน้าเช็ดตา แล้วก็เริ่มเสิร์ฟอาหารเช้าอีก 1 มื้อ กินเสร็จก็ได้เวลาที่จะลงถึงสนามบินฮีทโทรว์ (Heathrow Airport) แล้ว ช่วงตรวจคนเข้าเมืองของอังกฤษ แถวยาวมาก แต่เคาน์เตอร์ก็เยอะพอสมควร สังเกตว่าที่นี้ผู้เดินทางเข้าอังกฤษแต่ละคนโดนถามกันเยอะ หลายคำถามทีเดียวแหละ ตัวเองก็โดนถามว่า มาทำอะไร เรื่องที่ประชุมเกี่ยวกับห้องสมุดหรือ มาอยู่กี่วัน แล้วก็ให้ผ่านออกมา ก็เดินไปเอากระเป๋า ได้เร็วดี คงเพราะพวกเรามัวแต่เสียเวลาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนั่นเอง ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ด้วยความที่เที่ยวบินของสายการบินอื่น ๆ ก็ลงมาไล่เรี่ยกัน

พอได้กระเป๋าก็ลากกันไปตามทางป้าย underground ไปเรื่อย ใช้วิธีขึ้นรถไฟใต้ดินไปที่พักจะสะดวก รวดเร็ว และราคาถูกว่า การนั่งแท๊กซี่ค่ะ รถไฟใต้ดินของอังกฤษมี 13 สาย ค่ะ คือ Bakerloo Line (สายสีน้ำตาล) Central Line (สายสีแดง) Circle Line (สายสีเหลืองอ่อน) District Line (สายสีเขียว) East London Line (สายสีเหลืองเข้ม) Hammersmith and City Line (สายสีชมพู) Jubilee Line (สายสีเงิน) Metropolitan Line (สายสีม่วง) Northern Line (สายสีดำ) Piccadilly Line (สายสีน้ำเงิน) Victoria Line (สายสีฟ้า) Waterloo and City Line (สายสีเขียวอ่อน) DLR Dockland Light Railway (สายสีเขียวโปร่ง) แต่ละสถานีจะมีการซื้อตั๋วจากเจ้าหน้าที่ที่ห้องขายตั๋ว (Assistant and Ticket) หรือ เครื่องขายตั๋วก็ได้ค่ะ

เนื่องจากโรงแรมที่พัก คือ Ibis Hotel อยู่ที่ Earl’s Court อยู่ห่างจากสถานี West Bompton ใช้เวลาเดินแค่ 2 นาที แต่ต้องใช้สายสีเขียว คือ District Line แต่ถ้าลงที่สถานี Earl’s Court ก็ขึ้นสาย Piccadilly Line ได้เลย ซึ่งจากสนามบินฮีทโทรว์นั้นมีแต่ Piccadilly Line ถ้าจะไปขึ้นที่สถานี West Bompton ต้องไปเปลี่ยนเป็นสายสีเขียวอีกที คิดว่าอาจจะทุลักทุเล ด้วยความที่มีกระเป๋าเดินทาง และยังไม่คุ้นชินทาง ก็เลยเลือกใช้สาย Piccadilly ซึ่งจะต้องเดินประมาณ 5 นาที (ตามข้อมูลของโรงแรม) แต่เราว่าเดินจริง ร่วม 10 นาที เพราะไกลเอาการเหมือนกัน พอได้ตั๋วแล้วก็ลงไปรอรถ มีแต่ผู้โดยสารที่ลงจากเครื่องบินใช้บริการทั้งนั้น จึงเต็มไปด้วยกระเป๋า คนที่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็เลยไม่มีที่นั่งแถมกระเป๋า และสัมภาระยังเกะกะอีกด้วย ยิ่งไปคนก็ยิ่งเยอะ Earl’s Court เป็นสถานีที่ 13 ก็นั่งฟัง ประกาศว่าถึงไหนแล้วไปเรื่อ่ย ๆ พร้อมกับตัววิ่งบนจอว่าตอนนี้สถานีใด สถานีต่อไปคือสถานีใด ด้วยความที่ใช้บริการรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินของไทยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยดูเหมือนคุ้นเคย แม้แต่คำประกาศเตือนว่า Please mind the gap … ของเราคงเลียนแบบจากอังกฤษ แต่ของอังกฤษมีช่วงห่างระหว่างตัวรถไฟกับตัวสถานีมาก แต่ของไทยไม่รู้สึก (แต่ก็ประกาศ)

รู้สึกสะดวกดีมาก ไม่น่ากลัวหลง จนถึงได้เวลาลง มาตกม้าตาย ตรงที่หาทางออกไปถนนไม่เจอ มีแต่ way out ไป platform นั้น platform นี้ ขึ้น ๆ ลง อยู่เนี่ย ด้วยความที่ไม่ทันสังเกตป้าย เดินตามผู้โดยสารคนอื่น ๆ ออกมา นึกว่ามีทางเดียว จนมาตั้งหลักใหม่ ตอนที่ออกจากรถไฟใต้ดิน แล้วก็เจอป้าย way out to Earl’s Court road ก็เลยเดินไปตามทางเดินนั้น ก็เจอทางออก โรงแรมที่พักอยู่ถนน Lillie Road ต้องเดินขึ้นไป หาถนน West Bompton ให้เจอก่อน แล้วก็จึงเดินขึ้นไป ระหว่างทางก็สังเกตถนนหนทาง ร้านค้าไปเรื่อย ๆ เจอ Mark & Spenser นึกในใจไม่อดตายแล้ว เจอร้านขายของชำตามทางหลายร้าน คนขายเป็นแขกซะงั้น ร้านอาหารก็เยอะ อากาศดี สบาย ๆ ก็ลากกระเป๋า มาถึงโรงแรม check in เรียบร้อย อาบน้ำ หากำไรชีวิตด้วยการออกไปทัศนศึกษา (ใช้ศัพท์หรูซะ ก็คือไปเที่ยวนั่นแหละ จะอยู่ทำไมในโรงแรม) ไม่นอนพักเลย ออกจากที่พักเดินไปสถานี Earl’s Court อีก เพื่อไป Piccadilly Circus ก็ใช้บริการ Piccadilly Line (สายเดิม เป็นอยู่สายเดียว) คนขายตั๋วถามว่า ซื้อแบบไปกลับ (Return ticket) เลยไหม เราก็ว่าดีเหมือนกัน ตลอดเวลาที่อยู่อังกฤษ ซื้อตั๋วจากพนักงานขายตลอด สะดวกดี
IMG_0005-150x150
ไปจนถึง Piccadilly Circus ขึ้นมาจากสถานี ก็จะพบอนุสาวรีย์ อีรอส (Eros) ตรงข้ามจะเป็นป้ายโฆษณาแบบจอ LCD ขนาดใหญ่มาก เดินมาจนถึง Trafalgar Square เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวต้องไป อยู่ใจกลางเมืองลอนดอนค่ะ ก็เลยต้องมาอีก (หลังจากที่เคยมาอังกฤษเมื่อสิบปีที่แล้ว) บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว มั่ก มาก ๆ (ขอบอก) จุดนี้เหมือนกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิของไทย เป็นจุดนับระยะทางไปทุก ๆ ที่ในอังกฤษ จุดเด่นของที่นี้คือ แท่นสูง 162 ฟุต สร้างเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แก่ลอร์ดเนลสัน ด้านล่างจะมีสิงโตสำริด 4 ตัวอยู่โดยรอบ นักท่องเที่ยวชอบปีนขึ้นนั่งถ่ายรูป เราจะปีนเหมือนกันแต่ปีนไม่ไหว มันสูง ด้านหลังจะมีอาคารเนชั่แนลแกลเลอรี

เห็นหอนาฬิกาบิกเบนอยู่ลิบ ๆ ระหว่างเดินก็เข้าร้าน Crest of London เป็นร้านขายของที่ระลึก ลดราคากันเยอะมาก ซื้อได้หลายชิ้น จำได้ว่า เมือ 10 กว่าปีก่อนก็มาซื้อแถวนี้ แล้วก็เดินขึ้นไป จนเจอทหารม้าหน้าพระราชวังบักกิ้งแฮม ยืนเท่ห์ให้ถ่ายรูป เหมือนเมื่อ 10 ปีกว่าเลย ยังเป็นเหมือนเดิมเดะ แล้วเดินไปอีกจนถึงหอนาฬิกาบิกเบน (Bigben) และรัฐสภาอังกฤษ หอนาฬิกา Bigben มาจากชื่อของเซอร์เบนจามิน ฮอลล์ เป็นนาฬิกาที่ใหญ่โตมาก และยังทำงานอยู่ค่ะ ถ้าสังเกตจากรูปจะเห็นว่า มาถึงบริเวณนี้ กี่โมง

IMG_0050-150x150                                                          หอนาฬิกาบิกเบน

ข้ามสะพานเวสต์มินส์เตอร์ข้ามแม่นำเทมส์ เริ่มเห็น London Eye (สร้างเมื่อปี ค.ศ. 2000) อยู่อีกด้านหนึ่ง เหมือนชิงช้าสวรรค์ในบ้านเราน่ะ ตอนแรกกะไปขึ้น แต่ตั๋วแพง และคนเข้าคิวกันเยอะมาก ก็เลยตัดสินใจไม่ขึ้นไป ได้แต่ถ่ายรูป ซื้อของที่ระลึก ได้ Book mark รูป London Eye มีข้อมูลอยู่ข้างหลังว่า ประกอบด้วยแคปซูลที่ให้เข้าไปชมวิว จำนวน 32 แคปซูล แต่ละแคปซูลหนัก 1.5 ตัน เป็นกระจกใส London Eye มีความสูง 135 เมตร น้ำหนักโดยรวม 1,900 ตัน จาก 30 นาทีที่อยู่ในแคปซูลจะได้เห็นทัศนียภาพและบรรยากาศของลอนดอนในระยะของการมอง เห็น 25 ไมล์ ความเร็ว 0.26 m/s
IMG_0070-150x150                                                             London Eye

อาหารมื้อเที่ยง?? ไม่แน่ใจว่าจะเป็นมื้อไหนแล้วค่ะ เพราะตอนนั้นน่าจะประมาณบ่ายสองหรือสามโมงน่ะ ซื้อ McDonald แถวนั้น ออกมานั่งข้างนอกร้าน ชมธรรมชาติ รับแดด รับลม พักขา เพราะเมื่อยขามาก จากนั้นก็เดินย้อนไปทางสะพาน Golden Jubilee ระหว่างจะถึงสะพานมีศิลปิน แต่งตัวและแสดงงานศิลปะของตัวเองให้ดู ใครจะบริจาคก็ได้ แปลก ๆดี ช่าง create กันจริง ๆ ดูจากรูปจะทึ่ง

สะพานจูบิลี (Jubilee Bridge) เป็นสะพานให้คนเดินข้าม สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1999 เป็นสะพาน 2 ด้าน สร้างคู่ขนานกับสะพานฮังเกอร์ฟอร์ด ซึ่งเป็นสะพานสำหรับรถไฟที่วิ่งจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอน บรรยากาศระหว่างที่เดินอยู่บนสะพานจะเห็น London Eye อยู่ด้านซ้ายและหอนาฬกาบิกเบน อาคารรัฐสภา อยู่ด้านขวา นับว่าเป็นจุดชมวิวของลอนดอนที่สวยมากทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s