ว่ากันด้วยเรื่อง “ของว่าง”

เมื่อเสนอความคิดว่าจะประชุมผู้บริหารชุดใหม่ เลยขอให้มีการรับประทานของว่างกันด้วย ทำให้เกิดเป็นการบ้านกันในหมู่พวกเราว่า คำว่า “ของว่าง” นั้น มีที่มา หรือมีความหมายกันอย่างไร

หาข้อมูลจากพจนานุกรม ก็จะได้แต่ความหมายว่า ของกินนอกเวลากินอาหารตามปกติ มักกินในเวลาบ่าย อาหารว่าง ก็ว่า ราชาศัพท์ว่า เครื่องว่าง

แต่อยากได้ถึงที่มาว่าทำไมถึงเรียกว่า ของกินนอกเวลากินอาหารตามปกติ ว่า “ของว่าง” เลยต้องใช้เวลาค้นหาของว่าง ที่เกือบจะเป็นของหายาก แหล่งข้อมูลต่อไปที่น่าจะหาข้อมูลได้มากกว่าความหมายอย่างพจนานุกรม ก็น่าจะเป็นสารานุกรม เลยลองหาสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง ค้นคำว่า ของว่าง ที่มีการอธิบายโดย อาจารย์จุลทัศน์ พยาฆรานนท์  (2542)  ทำให้ทราบว่า ของว่าง เป็น ของกินหรือเครื่องกินที่นิยมกินกันในยามว่าง หรือกินต่อภายหลังที่กินข้าวมื้อกลางวันแต่ยังไม่ถึงเวลาจะกินข้าวมื้อเย็น หรือกินในช่วงเวลาพักจากการงานต่างๆ เป็นต้น  วัฒนธรรมนี้แพร่หลายในหมู่ชนอันมีจะกิน ปกติมักกินในตอนบ่าย แต่ที่กินของว่างเวลาอื่นก็มี

พออ่านถึงกินของว่างเวลาอื่นก็มี ทำให้สงสัยว่ายังมีเวลาอื่นอีกหรือสำหรับการกินของว่าง อาจารย์จุลทัศน์ได้ให้คำอธิบายต่อว่า มีการกินของว่างตอนกลางคืน เป็นคตินิยมที่เกิดขึ้นและถือปฏิบัติต่อมาในหมู่บุคคลชั้นสูงในสังคมแต่อดีต ครั้งกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพระประมุข พระบรมราชวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ย่อมมีพระราชภารกิจและภาระในราชการมาก บางอย่างทำได้ในเวลากลางวัน แต่บางอย่างควรทำต่อไปในเวลากลางคืน เริ่มแต่ย่ำค่ำไปจนกระทั่งเที่ยงคืน ด้วยอากาศคลายร้อนและเย็นกว่ากลางวัน บรรยากาศเงียบสงัดเหมาะแก่การทำงานที่ใชัความคิด เมื่อสิ้นเวลาทรงงานหรือปฏิบัติราชการก็มักจะหิว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงต้องเสวยพระกระยาหารว่าง พระบรมวงศ์เสวยเครื่องว่าง และขุนนางผู้ใหญ่กินของว่าง แก้หิว

นอกจากนี้ยังมีการกินของว่างระหว่างพักดูการแสดงที่จัดให้มีการแสดงใน เวลากลางคืนอีกด้วย เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเริ่มทำธุรกิจบันเทิงด้วยการจัดแสดงละคร โขน ลิเก เริ่มแต่หัวค่ำไปจบการแสดงใกล้เที่ยงคืน ระหว่างการแสดงมักจัดให้มีการพักครึ่งเวลาเพื่อให้ผู้ชมได้กินของว่าง ซึ่งธรรมเนียมนี้น่าจะนำมาจากชาวตะวันตกที่เข้าชมการแสดงอุปรากรที่มีการพัก ครึ่งเวลาของการแสดงนั่นเอง

ทั้งนี้ในเวลาต่อมาที่ธุรกิจบันเทิงด้านการฉายภาพยนตร์เกิดขึ้นในกรุงเทพ มหานคร การฉายภาพยนตร์ฉายเพียงรอบเดียว เริ่มฉายประมาณทุ่มครึ่งหรือสองทุ่ม ไม่มีการหยุดพักครึ่งเวลาพอภาพยนตร์เลิกมักเกิดอาการท้องว่าง เนื่องจากรับประทานมาตั้งแต่หัวค่ำ จึงหาของว่างกินก่อนกลับบ้าน ผู้ที่มีรถยนต์นั่งส่วนตัวถ้าไม่เคยกินของว่างที่ย่านราชวงศ์มักจะถูกเยาะ เย้ยว่าไม่ทันสมัย

ปัจจุบันการกินของว่างได้รับการปรับให้เข้ากับกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดประชุม การจัดสัมมนา การอบรม ฯลฯ เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวใช้เวลาต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน ย่อมต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนบรรยากาศ จึงมีจัดให้มีช่วงหยุดพักครึ่งเวลาระหว่างที่มีการประชุม การสัมมนา ดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมได้พักและมักจะมีของว่างต่างๆ มากินร่วมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มต่างๆ  และเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า Tea/Coffee break

นอกจากนี้ยังมีการกินน้ำชาเวลาบ่ายซึ่งเป็นวัฒนธรรมการดื่มสำหรับชาว ยุโรป ซึ่งคนไทยที่เคยสมาคมคุ้นเคยกับคนในภูมิภาคนั้นประพฤติตามอย่าง โดยจัดเป็นของว่างอย่างไทยๆ เช่น ปั้นสิบไส้ปลา ข้าวตังหน้าตัง กระทงทองไส้ต่างๆ

ลักษณะ ประเภท และชนิดของ “ของว่าง” คิดว่าถ้าเห็นแล้ว คงต้องบอกว่าน่ารับประทานอย่างยิ่ง ของว่างมีทั้งที่เป็นของคาว ของหวาน หรือจะเป็นผลไม้ตามฤดูกาล หรือผลไม้ลอยแก้ว ซึ่งมักเป็นที่นิยมกินในช่วงที่มีอากาศร้อน ส่วนประเภทของ “ของว่าง” ซึ่งคนในภาคกลางทำขึ้น มีทั้งประเภทนึ่ง ของต้ม ของทอด ปิ้ง คลุก และอื่นๆ

ประเภทของนึ่ง ทำให้สุกด้วยวิธีนึ่ง ได้แก่ สาคูไส้หมู ขนมจีบ ขนมปั้นสิบ ข้าวเกรียบปากหม้อ ช่อม่วง ขนมไข่นกกระสา เป็นต้น

ประเภทของต้ม ทำให้สุกด้วยวิธีต้ม ได้แก่ กระเพาะปลา หูปลาฉลาม เกี๊ยวกุ้งน้ำ เกี๊ยมอี๋ เป็นต้น

ประเภทของทอด ทำให้สุกด้วยวิธีทอด ได้แก่ ขนมปังหน้าหมู ปอเปี๊ยะทอด เชิงปลากรายชุบแป้ง ขนมเบื้องญวน บาเยีย เป็นต้น

ประเภทของปิ้ง ทำให้สุกด้วยวิธีปิ้ง ได้แก่ หมูสะเต๊ะ เนื้อสะเต๊ะ ข้าวเหนียวปิ้ง ไส้กรอกหมู ไส้กรอกข้าว เป็นต้น

ประเภทของคลุก นำของกินซึ่งทำให้สุกแล้วนำคลุกเข้าด้วยกัน ได้แก่ ปลาแนม ข้าวทอด หมูแนมแข็ง ยำส้มโอ ข้าวเม่าหมี่ หมี่กะทิ เป็นต้น

ประเภทเบ็ดเตล็ด ประกอบด้วยของกินที่ทำให้สุกด้วยวิธีต่างๆ นำมากินร่วมเข้าด้วยกัน ได้แก่ ข้าวตังหน้าตัง เมี่ยงลาวกับข้าวตังทอด เมี่ยงคำ เมี่ยงส้ม เมี่ยงงาม ขนมจุ๊ยก้วย ปอเปี๊ยะสด และยังมีของว่างที่รับมาจากประเทศตะวันตก เช่น คุกกี้ แซนวิช พาย เป็นต้น

จากหนังสือแกะรอยสำรับไทย (กรรณิการ์ พรมเสาร์ และนันทา เบญจศิลารักษ์, 2542)  มีการกล่าวถึงการคิดค้นทำของว่างมักเกิดจากในวังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการนำขนมที่มีอยู่แล้วมาเป็นของว่าง เช่น ขนมเบื้องรสชาติกึ่งคาวกึ่งหวาน มีส่วนผสมของกุ้งและเครื่องปรุงรสอย่างพริกไทย  น้ำปลา ข้าวเหนียวมูนหน้าต่างๆ และขนมบางอย่างที่เพิ่มเติมส่วนผสมอย่างข้างตังหน้าต่างๆ ไม่ว่าหน้ากุ้ง หน้าปลา หน้าไก่ เป็นต้น

แต่รายการของว่างบางรายการ ดูเหมือนจะเป็นของไม่ว่าง สำหรับพวกเราหลายๆ คน เพราะกินเป็นของหนักท้องหรือแทนบางมื้ออาหารไปซะแล้ว

หนังสืออ้างอิง

กรรณิการ์ พรมเสาร์ และนันทา เบญจศิลารักษ์. “ของหวาน ของว่าง” ใน แกะรอยสำรับไทย หน้า 133-134. กรุงเทพฯ :วรรณรักษ์, 2542.

จุลทัศน์ พยาฆรานนท์. “ของว่าง” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง หน้า 570-574. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s