Bibliomining เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานห้องสมุด

ห้องสมุดมีบทบาทและทำหน้าที่สำคัญในการเป็นหัวใจขององค์กรในการจัดเก็บ ทรัพยากรสารสนเทศ และบทบาทการเป็นผู้ให้บริการสารสนเทศ ในบทบาทของการเป็นผู้ให้บริการสารสนเทศ ห้องสมุดจึงเต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ ของผู้คนที่อยู่ในองค์กร ข้อมูลพื้นฐานเหล่านั้น สามารถนำออกมาแสดงด้วยการทำเหมืองข้อมูลของห้องสมุด (library data mining) การทำ Bibliomining เป็นการนำข้อมูลภายในของห้องสมุดออกมาประมวลผล รวมทั้งอธิบายความหมายตามบริบทของห้องสมุด

Bibliomining มาจากคำ 2 คำ คือ Bibliometrics และ Data mining หมายถึง การประมวลผลข้อมูลของห้องสมุดด้วยการใช้เทคนิคการทำเหมืองข้อมูล (data mining) หรือกล่าวง่ายๆ ว่า เป็นการนำข้อมูลจำนวนมากในระบบห้องสมุดที่ใช้กันอยู่ในประจำวันมาประมวลผล  ในบทความนี้ จะกล่าวถึงวิธีการที่ห้องสมุดและผู้บริหารห้องสมุดใช้เทคนิคการทำเหมือง ข้อมูล ในการทำให้เกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ห้องสมุด บุคลากร และรูปแบบของทรัพยากรสารสนเทศที่ใช้ในห้องสมุดเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานห้องสมุด

ข้อมูลของห้องสมุดที่นำมาใช้ในการทำ Bibliomining อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ข้อมูลที่มาจากการสร้างของห้องสมุด
2. ข้อมูลที่มาจากการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ
3. ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศภายนอกหรือไม่ได้อยู่ในระบบห้องสมุดอัตโนมัติ

1. ข้อมูลจากการสร้างเองในระบบห้องสมุด แบ่งเป็น

1.1. Bibliographic information หมายถึง ข้อมูลทางบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด ซึ่งเป็นเมทาดาทาของข้อมูลที่นำมาใช้ในการประมวลผลหรือทำเหมืองข้อมูล
1.2. Acquisition information เป็นข้อมูลในการจัดหา ซึ่งหมายรวมถึง การจัดซื้อ การรับบริจาค การแลกเปลี่ยน ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศแต่ละรายการ ข้อมูลร้านค้า ราคา จำนวนที่ซื้อ งบประมาณ ช่องทางการจัดหา ชื่อผู้เสนอซื้อ ชื่อผู้บริจาค และอื่นๆ ที่เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บเมื่อทรัพยากรสารสนเทศถูกจัดหาเข้ามาในห้อง สมุด

2. ข้อมูลจากการใช้ในระบบห้องสมุด แบ่งเป็น

2.1. User information เป็นข้อมูลผู้ใช้ห้องสมุดที่การเก็บอยู่ในระบบห้องสมุด
2.2 Circulation and usage information หมายถึง ข้อมูล การยืม คืน และการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของผู้ใช้
2.3. Searching and navigation information หมายถึง ข้อมูลการสืบค้น การใช้คำค้น การเข้าใช้ฐานข้อมูล เป็นต้น

3.ข้อมูลจากแหล่งภายนอก แบ่งเป็น

3.1. Reference desk interactions การให้บริการตอบคำถามในแบบเดิม อาจจะเห็นการบันทึกปฏิสัมพันธ์ระหว่างบรรณารักษ์และผู้ใช้น้อยมาก แต่ถ้าเป็นระบบดิจิทัลแล้ว การเกิด transaction ของการให้บริการในรูปแบบที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จะมีข้อมูลที่เก็บได้มากกว่า การให้บริการแบบเดิม ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ ถ้าได้มีการนำวิเคราะห์ ก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้น
3.2. Item use information การใช้ภายในห้องสมุด (in-house) เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นสูงมาก และควรจะได้มีการติดตามเก็บข้อมูลเหล่านี้ มาวิเคราะห์ ข้อมูลการใช้เว็บ สามารถนำมาวิเคราะห์และค้นหาสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้เช่นเดียวกัน
3.3. Interlibrary loan and other outsourcing services  การเกิด Transactions ของการยืมระหว่างห้องสมุดแต่ละครั้ง ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดได้ว่าต้องมี การจัดหาเพิ่มในด้านใด เรื่องใด

ห้องสมุดจำเป็นต้องให้บริการที่ตอบสนองต่อผู้ใช้ ความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ที่สามารถหาได้ในระบบห้องสมุด เช่น สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ถึงหนังสือเล่มใด หมวดใด มีสถิติการยืมมาก และมีจำนวนเพียงพอกับการให้ยืมหรือไม่ ควรได้รับการพิจารณาเพื่อสั่งซื้อเพิ่มเติม หรือพิจารณาว่าหนังสือที่จัดซื้อเข้ามานั้นตรงกับความต้องการของผู้ใช้มาก น้อยเพียงใด

สถิติการใช้ที่น้อยลงอาจชี้ให้เห็นปัญหาในการจัดหาหนังสือ หรือกระบวนการจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์การลงรายการ การมองไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างหัวเรื่องที่กำหนด เลขเรียกหนังสือและคำสำคัญกับข้อมูลที่ลงรายการในระเบียนอาจนำไปสู่การค้นหา ข้อมูลในระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพพอได้เช่นกัน กล่าวคือ จากการวิเคราะห์จะทำให้เห็นว่า ผู้ใช้ใช้คำใดเป็นคำค้น ไม่ตรงกับที่มีการกำหนดในระบบ อาจนำมาซึ่งการทบทวนการกำหนดคำค้น หรือวิเคราะห์คำค้นต่างๆ ที่เกิดจากผู้ใช้เพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องการพิจารณาทิศทางการให้คำค้นที่ เหมาะสมกับผู้ใช้ต่อไป ในทำนองเดียวกัน สามารถนำหัวเรื่อง เลขเรียกหนังสือ หรือคำสำคัญเหล่านี้ มาวิเคราะห์ได้ว่า หัวเรื่องใด คำสำคัญใด ที่ผู้ใช้ใช้ค้นหาแล้วไม่พบในห้องสมุด เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อได้ว่า มีหนังสือประเภทใดที่ผู้ใช้ต้องการอ่าน แต่ไม่มีบริการในห้องสมุด จำเป็นที่จะต้องจัดหามาให้บริการต่อไปหรือไม่

ความเหมาะสมในการเลือกร้านค้าและราคา สามารถถูกตรวจสอบด้วยการค้นหาถ้ามีการใช้อย่างสม่ำเสมอกับร้านค้าที่มีค่า ใช้จ่ายสูง  เพราะฉะนั้น การรวมฐานข้อมูลการจัดหาและการยืมคืน และรูปแบบการค้นหา สามารถทำนายการใช้ที่ลดลงและสามารถช่วยในการเลือกร้านค้าและมีการวางแผนที่ เหมาะสมต่อไป ข้อมูลการจัดหา ซึ่งมักประกอบด้วยร้านค้า ราคา ชื่อหนังสือ ผู้เสนอซื้อ สาขาวิชา ช่องทางการจัดหา เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินความสามารถในการจัดหา และความคุ้มทุนในการจัดหา กล่าวคือ ทำให้เห็นได้ว่าหนังสือที่ได้รับการเสนอซื้อเข้ามาในห้องสมุดนั้น ผ่านเข้ามาในช่องทางใดมากที่สุด ช่องทางการจัดซื้อบางช่องทางอาจจะไม่เหมาะสม หากห้องสมุดยังคงมีช่องทางนั้นๆ อยู่ หรือการจัดหาผ่านทางช่องทางนั้น เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลการยืมแล้ว มีข้อมูลการยืมน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย อาจเป็นข้อพิจารณาได้ว่า สมควรจะมีช่องทางในการจัดหานั้นๆ อีกหรือไม่ เพราะอาจจะไม่คุ้มตั้งแต่การเริ่มทำกิจกรรมผ่านช่องทางนั้นๆ เช่น กิจกรรมการให้ผู้ใช้เสนอซื้อผ่านการออกร้านหนังสือ เป็นต้น ในส่วนของสาขาวิชา จะทำให้เห็นได้ว่า การจัดซื้อที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น มีความเหมาะสมอยู่ในระดับหรืออัตราที่เหมาะสมกับสัดส่วนที่ต้องจัดหาเข้ามา หรือไม่

สรุป

ห้องสมุดมักจะต้องเสนอรายงานต่อองค์กรใหญ่หรือชุมชน หรือการขอเสนองบประมาณ และการให้เหตุผลต่อเสียงบ่นของผู้ใช้บริการ ผู้บริหารห้องสมุดสามารถใช้รูปแบบการทำ bibliomining เพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนการของบประมาณ รวมทั้งการให้ข้อมูลต่อผู้ใช้ห้องสมุด การทำ Biblioming เป็นข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่สามารถใช้เป็นเหตุผลโต้ตอบกับข้อถก เถียงนั้นได้

บรรณานุกรม

Nicholson, Scott and Stanton, Jeffrey. Bibliomining for Library Decision-Making. p.341-345. in Encyclopedia of Information Science and Technology. 2nd ed. Hershey. PA : Information Science Reference, 2009.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s