ไป…บาหลี (วันแรก)

เป็นความฝันที่จะไปมานานแล้ว (จริงๆ เป้าหมายที่อยากจะไป คือ บุโรพุทโธ แต่ก็จัดทริปไปเที่ยวที่อื่นๆ ด้วยในคราวเดียวกัน) เกือบจะไปก็หลายรอบ ก็มีเหตุทำให้ไม่ได้ไปซะที จนเมื่อเดือนพฤษภาคม สามารถเอาใจออกจากงานได้สำเร็จ เกาะกลุ่มเพื่อนจากที่ทำงานอื่นไปเที่ยว หลายวันหลายคืนอยู่ แต่กลุ่มนี้เลือกเที่ยวแบบสบายๆ ไม่แน่นเกินไปในแต่ละวัน ทำให้มีเวลาชื่นชมธรรมชาติของบาหลีได้อย่างอิ่มกำลังดี ไม่เหนื่อยเกินไป

ขอทยอยเล่าทีละวัน  เริ่มจะลืมๆ แล้วเหมือนกันเพราะไปมา 2 เดือนแล้ว พยายามทบทวนความจำและหาข้อมูลเพิ่มเติมบ้างจากไกด์ท้องถิ่น (ชื่อ ศรีนาถ พูดภาษาอังกฤษ สำเนียงดีมาก) ก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง (ถ้าเราสังเกตเห็นอะไร หรือสงสัยซักถาม) หรือ เล่าให้ฟัง แต่ลูกทัวร์อย่างเราแตกแถวออกไปถ่ายภาพ ชื่นชมสถานที่ หรือธรรมชาติ กันเองซะก่อน (ไม่ใช่นิสัยที่ดี แต่ห้ามใจไปถ่ายรูปมุมนั้น มุนนี้ไม่ไหว) ก็เลยอาจจะได้ข้อมูลกระพร่องกระแพร่งไปอยู่บ้าง ขอเล่าเรื่องโดยเอาสำนวนบางส่วนของโปรแกรมการท่องเที่ยวครั้งนี้มาปนๆ ในการเล่านะคะ

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลงท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ ไร  (Ngurah Rai International Airport) เมืองเดนปาซาร์ เกาะบาหลี สนามบินนี้ตั้งชื่อตามวีรบุรุษซึ่งเป็นผู้นำทหารและประชาชนต่อสู้พวกดัทช์จนตัวตาย จะเห็นอนุสาวรีย์ของท่านอยู่หลังจากออกจากสนามบินได้ไม่มากนัก ยังไม่ทันตั้งตัว เพราะเพิ่งขึ้นรถออกจากสนามบินได้ไม่เท่าไร เลยไม่ทันได้ถ่ายรูป ได้แต่ถามไกด์ว่าเป็นอนุสาวรีย์ของใคร และเป็นที่สังเกตว่าทุกแยก ทุกวงเวียนจะมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ โดยใช้เป็นวงเวียนไปในตัว เป็นความคิดที่ดี คือ ให้ประชาชนรับรู้ความสำคัญของอนุสาวรีย์ในแต่ละแยกและใช้ในเรื่องการเดินรถไปในตัว (ไม่แน่ใจถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างที่แท้จริงว่าคืออะไร แต่ขอบอกว่า ชอบ)

Airport-Front

อากาศยานนานาชาติงูระห์ ไร
Airport

จากสนามบินก็เริ่มเห็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของบาหลีแล้วก็คือ การจัดสวน การจัดต้นไม้ สถาปัตยกรรม สวยต้อนรับตั้งแต่เข้าเมืองเลยทีเดียว

พวกเราจัดการกับมื้อเที่ยง แล้วก็ไปวัดปูรา อูฮูร์ อูรูวาตู (Pura Luhur Uluwatu)  ในโปรแกรมท่องเที่ยวให้ข้อมูลว่า “วัดหลักประจำท้องทะเล ตั้งอยู่บนสุดปลายผาหินชันที่สูงเกือบ 100 เมตร ณ ริมด้านตะวันตกของบูกิต วัดที่สร้างจากการแกะสลักหิน สมัยราชวงศ์ซเลนดราส ซึ่งอยู่บริเวณหน้าผา ท่านสามารถชมความงามของท้องทะเลตัดกับขอบฟ้า”  เลยเอาภาพมาให้ชมว่าเป็นตามคำบอกเล่าหรือไม่  ก่อนเข้าไป ไกด์ พูดเตือนให้ระวังลิง เพราะลิงเยอะมากและมักจะแย่งของจากนักท่องเที่ยว แล้วกลุ่มเราก็โดนจริงๆ เจ้าลิงน้อย เข้ามาแย่งขนมจากน้องริกกี้ (เด็กน้อยในวัย 3 ขวบที่ร่วมเที่ยวด้วย)

Monkeys

ส่วนหนึ่งของลิง

Monkey

ขอมองพวกเราบ้าง (วางแผน)

Monkey-Theft

ภารกิจสำเร็จแย่งขนม (ของริกกี้) มาได้

Uluwatu2

ภาพนี้ให้ดูท้องฟ้า น้ำทะเล สวยใส อากาศสดชื่นมาก เมื่อขึ้นไปถึง

Uluwatu-Team

แก๊งที่ไปด้วยกัน มีหนูน้อย 2 คน เด็กๆ ทำให้เกิดสีสันจริงๆ

จะเห็นว่าทุกคนจะคาดผ้าสีเหลืองที่เอวเป็นข้อปฏิบัติในการเข้าไปวัดหรือศาสนสถานของบาหลี เผอิญพวกเราเพิ่งลงจากเครื่องบิน เครื่องแต่งกายเลยยังครบ และไม่สั้นจนเกินไป ไม่งั้นต้องนุ่งโสร่งที่มีให้บริการฟรี ตรงทางเข้า  สถานที่ต่อๆ ไปไกด์จะบอกก่อนว่า we need sarong พวกเราก็เลยซื้อกันคนละหลายๆ ผืน (เป็นของฝากซะเลย ตัดใจทิ้งผืนนั้นผืนนี้ไม่ได้ เพราะสีสวย และราคาถุก ยิ่งรวมกันซื้อหลายผืน ยิ่งได้ในราคาถูกลงไปอีก)

เดินทางต่อไปที่สวนพระวิษณุ  (GWK PARK) ที่มีอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ครึ่งตัว จำลองมาจากรูปสักการะของพระวิษณุ พระผู้ปกป้องโลก  และรูปปั้นขนาดมหึมาของ ครุฑพาหนะทรงของพระวิษณุ

GWK-Park6

รูปสลักพระวิษณุ

ก่อนเดินขึ้นไป เห็นรูปสลักองค์พระวิษณุ ขนาดมหึมา (เพราะฉะนั้น ครุฑ ที่เป็นพาหนะก็ต้องมีขนาดมหึมา เช่นเดียวกัน แต่ต้องเดินไปอีกจึงจะเห็น) และจะมีขบวนแห่เพื่อขึ้นไปบูชาองค์พระวิษณุ พวกเราก็เดินตามขบวนแห่นั้นตามไปด้วย

GWK-Park2

ขบวนแห่พร้อมของบวงสรวง

Garuda1

ครุฑแค่ครึ่งตัว

ไกด์อธิบายว่า ความจริงครุฑนี้ ยังสร้างไม่เสร็จ พาเดินไปดูชิ้นส่วนที่เหลือที่รอการสร้างต่อไป ซึ่งกองชิ้นส่วนกองอยู่ถัดไปด้านหลัง คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเป็นกองชิ้นส่วนอะไร

Garuda-Plaza2

กองชิ้นส่วนที่ยังสร้างครุฑไม่เสร็จ

ครุฑ หรือที่อินโดนีเซียออกเสียงว่ากูราด้านั้นเป็นเครื่องหมายของอินโดนีเซีย เป็นเครื่องหมายปัญจศีล ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินนโยบายของประเทศ

photo (3)

ตัวหนังสือที่เขียนว่า Bhinneka Tunggal Ika แปลว่า Unity in the Universe ครุฑตัวนี้มีขน 17 เส้น ขนขา 8 เส้น และที่คออีก 45 เส้น รวมแล้วได้ความว่าวันได้เอกราชคือ 17 สิงหาคม 1945 (เป็นวันที่อินโดนีเซียประกาศเอกราชเอง แต่กว่าจะได้เอกราชแท้จริงคือ ธันวาคม 1949)

จากสวนพระวิษณุ ใช้เวลาเดินทางร่วมชั่วโมง เพื่อเดินทางเข้าที่พัก ระหว่างทางจะเห็นบ้านเรือนของคนบาหลี สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ๆ ถนนมีความกว้างไม่มากนัก ให้บรรยากาศร่มรื่น แปลกใจว่า ทำไมเมืองบาหลีจึงยังสามารถรักษาต้นไม้ใหญ่ๆ เหล่านี้ไว้ได้ บ้านเรือนก็ยังเป็นแบบเดิม หรือที่เราเห็นก็เรียกว่า เป็นแบบบาหลี เพราะไทยก็มักจะเอาแบบของบาหลีมาทำสวน มาสร้างบ้านให้ได้เห็นกันอยู่มาก มาเห็นของแท้ๆ สุดทึ่งเลยจริงๆ  (อ่านพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบันทึกไว้ใน ชมช่อมาลตี เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนอินโดนีเซีย ถึงเรื่องนี้ว่า “ฉะนั้นใครจะปลูกสร้างอะไรก็ต้องปลูกตามนโยบายท่านผู้ว่าฯ จะมาทำตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องปลูกให้ถูกที่ ลักษณะของบ้านให้เป็นไปตามศิลปะเก่า (เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว)”)

Bali-Road ถนนเล็กๆ ในบาหลี

 เมื่อมาถึงที่พัก ซึ่งเป็นแบบบาหลีอีก ลุยถ่ายภาพกันไม่หยุด (แต่มาถ่ายรูปกันตอนเช้า เพราะไปถึงก็ค่ำแล้ว และต้องรีบเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อเย็น เนื่องจากต้องไปให้ทันเวลาการแสดงอีกด้วย)

 Bali-Dance

ส่วนหนึ่งของการแสดง

20140719-Dinner

อาหารเย็นวันแรก บอกได้ว่า อร่อย แต่มื้อหลังๆ เริ่มเหมือนๆ กัน

Bali-Garden

สวนแบบบาหลี (ถ่ายจากที่พัก)

Bali-Garden3

อีกมุมหนึ่งของสวน (ที่พัก)

แต่ด้วยความว่องไว ก่อนออกไปรับประทานอาหารเย็น ไปสำรวจร้านขายของบริเวณที่พัก มีร้านพวกงานฝีมือ ผ้าต่างๆ สวยเชียว ได้มาบางชิ้นเป็นออร์เดิฟ

Handicraft1Habdicraft2

Sarong2

ร้านขายของที่ระลึก

20140719-Respect

ภาพการเซ่นไหว้ด้วยเครื่องบูชาในกระทงเล็กๆ วางไว้อยู่บนพื้น มักจะเห็นกันโดยทั่วไป

 

รายการอ้างอิง

เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. ชมช่อมาลตี.  กรุงเทพฯ : ธนาคารไทยพาณิชย์, 2528.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s