พี่เลี้ยง งาน Cat (มนุษย์แมว)

อยากจะเล่าถึงตอนที่เริ่มทำงานในฝ่ายวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ หรือ Cataloging Department (เราก็เลยจะเรียกกันย่อๆ ว่าเราอยู่งาน Cat แต่ก่อนแยกภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ (แต่รวมภาษาต่างประเทศอื่นๆ) เราก็เรียกชื่อเล่นกันว่า แมวไทย แมวอังกฤษ แปลคำว่า Cat เข้าไปอีก หรือบางทีก็เรียกว่า Cat ไทย Cat อังกฤษ ว่ากันให้นัว แต่เป็นรู้จักกันทั้งตึก เวลาบอกว่าจะไปที่ห้องนี้ ก็จะบอกว่า Cat ไทย ไป Cat อังกฤษ)

พอนึกย้อนกลับไป มองเห็นภาพของการมี Mentor ในงานนี้ ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ตอนนั้นเราไม่รู้เรื่องหรอก ว่าคืออะไร เป็นอะไร รู้แต่ว่าหัวหนัากำลังมอบหมายงานเรา พอกระแสการจัดการความรู้ เข้ามา และมีคำว่า Mentor เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันความรู้ การเรียนรู้งาน การสั่งสอนงาน ก็เลยอยากจะย้อนเวลานึกภาพ และพยายามจับเอาเรื่องการเป็น พี่เลี้ยง ที่ได้รับจากหัวหน้างานมาเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องหน้าที่การงาน ลักษณะนิสัย แนวคิดบางประการ ได้นำมาใช้ แม้ว่าจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ดีเหมือนที่ได้รับ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยตัวเอง และปัจจัยของผู้รับ (คนอื่น) ด้วย

ตอนเริ่มทำงาน หัวหน้าจะเริ่มอธิบายงานว่างานในหน้าที่มีอะไรบ้าง บอกวิธีการลงรายการ การจัดหมวดหมู่ บอกนโยบายของหน่วยงานในการดำเนินการในเรื่องการจัดหมวดหมู่ แนะนำคู่มือต่างๆ แล้วปฏิบัติงานจริง โดยมีหัวหน้า ให้คำปรึกษา และจะตรวจงานทุกเล่ม เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้น้องใหม่ รับรู้ถึงการปฏิบัติงานอย่างถูกวิธี ทั้งที่เป็นเรืองของมาตรฐาน กฎเกณฑ์ต่างๆ เรื่องวิชาชีพ ทั้งหมดทั้งปวง เรียนรู้จากการที่พีหัวหน้าตรวจงานเป็นส่วนใหญ่และบอกว่าเราหลุดตรงไหน ตรงไหนต้องเพิ่ม ฯลฯล หนังสือที่ได้รับมานั้น หลากหลายประเภท เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจเลยว่า ทำไม พี่หัวหน้า ถึงยอมใช้เวลากะเราถึง 3 เดือน เพราะ 3 เดือน หนังสือจะถึงมือเราหลากหลายเลยทีเดียว เป็นการทดสอบความรู้ของเราจากที่เรียนมา (ซึ่งบอกตรงๆ ยังไม่แม่นมากนัก ต้องลงมือทำ เราจึงจะรู้ว่าเรายังด้อยตรงไหน อยู่บ้าง) นี่คือ การทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง และทำให้เราคิดมาตลอดมา เด็กใหม่ๆ เข้ามาทำงาน ถ้าได้พี่เลี้ยงในการดูแล ดี (ดี ในที่นี้หมายถึง ดี ในหน้าที่การงาน ดีในแนวทางการดำเนินชีวิต ไม่อคติกับงาน ไม่อคติกับคนร่วมงาน) ก็จะเป็นการกล่อมเกลาเราขึ้นมาดีตาม เหมือนเป็นเบ้าหลอม ที่ดี ซึ่งต้องบอกว่า ตัวเอง โชคดี

นี่ คือ ตัวอย่างการเป็นพี่เลี้ยง ในการสอนงาน การควบคุมงาน การดูแลการทำงาน เพราะฉะนั้น คุณภาพของงาน ก็จะออกมาดี ถึงแม้ว่า เรามีข้อผิดพลาดบ้าง พี่หัวหน้าก็บอกว่าไม่เป็นไร ทำให้เราต้องระมัดระวัง และไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีก ซึ่่งถือว่านี่ คือ การเรียนรู้ของเรา คนมักจะบอกว่า ให้ถือว่า ผิดเป็น ครู แต่ตัวเองก็บอกอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อยากเจอครูแบบนี้บ่อยๆ เพราะฉะนั้นในการทำงานก็น่าที่จะผิดน้อยที่สุด หรืออย่างน้อยไม่ควรผิดซ้ำแบบเดิม อย่างนี้ถือว่าไม่เกิดการเรียนรู้ และข้อคิดในการทำงานอีกอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้มา คือ ไม่ชอบที่คนอื่นทำแบบนี้กับเรา เราก็อย่าไปทำกับคนอื่น (ขอไม่ยกตัวอย่างนะคะ เพราะข้อความค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว) เราก็ยึดถือแนวนี้เหมือนกัน

ด้วยการงานของฝ่าย Cat กว่าหนังสือจะเสร็จเรียบร้อย ถูกต้องสมบูรณ์ จะต้องผ่านการตรวจสอบหลายครั้ง การลงรายการทางบรรณานุกรม (ถูกต้อง) ทั้งการพรรณนารายการแต่ละเขต และการกำหนดคำที่เป็นตัวแทนของเอกสาร หัวเรื่อง ต่างๆ ตรวจบัตรรายการครบชุด (สมัยก่อน) ตรวจสันหนังสือ (เขียนเลขหมู่ ที่สันหนังสือถูกหรือไม่ ไม่ถูกส่งคืนให้แก้ แก้ไขแล้วตรวจสอบอีก) ตรวจตัวเล่ม ฯลฯ เสร็จแล้วจึงส่งหนังสือไปยังฝ่ายบริการเพื่อขึ้นชั้นหนังสือต่อไป (เรียงบัตรรายการเข้าตู้ตามประเภทแล้ว ต้องไปตรวจอีกว่าเรียงถูกตามลำดับอักษรหรือไม่) ภายหลังงานเหล่านี้ ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ลดขั้นตอนการทำงานลงไปมาก แต่สิ่งที่มีอยู่เสมอ คือ ความถูกต้องของข้อมูล

งานเหล่านี้ จึงต้องมีความละเอียด สมบูรณ์ ถูกต้อง จึงติดเป็นนิสัยว่าจะต้องถูกต้อง และโยงไปงานอื่นๆ จนถูกเรียกว่าเป็น Perfectionist จึงต้องเพลาๆ ลงไปกับงานบางอย่าง ที่ต้องอาศัยเวลา เปลี่ยนเป็น ทำออกไป version 1, version 2 เพราะถ้ามัวแต่สมบูรณ์ คงไม่ทันเวลาเป็นแน่ เหล่านี้ถูกสั่งสม มาเรื่อยๆ จากพี่ๆ ในฝ่าย และจากกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น เปิดใจรับตลอดเวลา

ในการปฏิบัติงาน บางครั้ง (แต่บางทีก็หลายครั้ง) อ่านก็แล้ว พิจารณา วิเคราะห์ ก็แล้ว ก็ยังไม่สามารถจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่า หนังสือเรื่องนี้ ควรจะอยู่ในหมวดอะไร ต้องอย่าลืมว่า บรรณารักษ์ ก็ไม่ได้รูัทุกเรื่อง แต่อาจจะกว้างกว่าคนอื่น ก็คงจะเป็นที่ได้อ่านหนังสือมากกว่ากระมัง แต่ด้วยความที่ประสบการณ์เราอาจจะยังน้อย ตีไม่แตกว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นหมวดอะไร ก็มีการปรึกษากันค่ะ หัวหน้าและพี่ๆ หรือจะเรียกว่าเพื่อนร่วมงาน ต้องรวมหัวกัน และช่วยกันพิจารณาว่า เป็นเรื่องอะไร พอหลายหัว ก็จะได้คำตอบทุกที หรืออย่างน้อยก็ได้รับคำแนะนำว่า น่าจะเป็นเรื่องนี้ให้ไปพิจารณาอีกที ถ้าจะมองว่าตรงนี้ ก็คือ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในงานก็ย่อมได้

การกำหนดหัวเรื่อง (ภาษาไทย) เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่พวกเรามีส่วนในการผลักดันให้เกิดหัวเรื่องใหม่ ได้เรียนรู้ว่า ถ้าหัวเรื่องในคู่มือการกำหนดหัวเรื่องภาษาไทย ไม่มี ให้ตรวจสอบคำนั้น หรือหัวเรื่องนั้น ที่เรากำหนดขึ้นมาจากสังเคราะห์เนื้อเรื่องแล้ว นำมาตรวจสอบกับ LC. Subject Headings ว่ามีการใช้เป็นหัวเริ่องหรือไม่ ถ้ามี ให้หาคำแปลภาษาไทย หรือคำที่บัญญัติให้ใช้ในพจนานุกรม หรือศัพท์บัญญัติต่างๆ ถ้ามี ก็ให้ใช้คำนั้น เป็นหัวเรื่องภาษาไทย และนำคำนั้นมานำเสนอในคณะทำงานฝ่ายวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ สถาบันอุดมศึกษา เพื่อจะได้ให้คณะทำงานฯ ซึ่งเป็นบรรณารักษ์จากห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง พิจารณาอีกครั้งก่อนจะประกาศใช้จริงในคู่มือ กรณีถ้ามีความเห็นแย้ง เช่น ห้องสมุดแห่งอื่น อาจจะมีการใช้แล้ว แต่ใช้คำอื่น ก็มีการมอบหมายให้นำไปปรึกษากับอาจารย์ของแต่ละแห่งว่าควรจะใช้คำใดจึงจะเหมาะสม (ทั้งนี้ คำที่กำหนดก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนในภายหลังอีกก็ได้ อาจจะเนื่องจากมีการบัญญัติศัพท์ภายหลังจากใช้หัวเรื่องนั้นไปแล้ว หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น มีการปรับปรุงหัวเรื่องกันค่ะ) ขอโยงไปถึง กรณีที่ใน LC. Subject Headings ไม่มี ก็คงต้องพิจารณาว่าอาจจะเป็นคำเฉพาะสาขาใด สาขาหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งก็ต้องหาจากหัวเรื่อง หรือคู่มือ หรือพจนานุกรมเฉพาะสาขานั้นอีกที และจะเป็นลักษณะเดียวกัน เมื่อได้หัวเรื่องแล้ว เสนอเข้าคณะทำงานฯ พิจารณาต่อไป แต่ถ้า หาแล้วอย่างไรก็ไม่ได้ ก็ต้องปรึกษาอาจารย์ที่สอนในสาขานั้น หรือผู้ทรงคุณวุฒิ และนำหัวเรื่องนั้นเข้าคณะทำงานฯ เพื่อพิจารณาต่อไป นี้คือกระแสงานของการกำหนดหัวเรื่องภาษาไทย ยิ่งตอนที่ คณะทำงานฯ ร่วมกันทำหน้าที่พิจารณาก็หนักขึ้้นไปอีก เพราะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้หัวเรื่องๆ นั้นสมบูรณ์ เช่น การหาคำอธิบาย การดูคำสัมพันธ์ (คำกว้างกว่า แคบกว่า เป็นต้น) การโยงคำ

กว่าจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพในการวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และประเด็นสำคัญ ต้องนึกถึงผู้ใช้เสมอว่าจะเข้าถึงสารสนเทศของเราได้อย่างไร มนุษย์แมว เหล่านี้ จึงจะพยายามพิมพ์สารบัญ (เพราะระบบค้นเป็น word ได้) เลือกคำที่จะคิดว่า ผู้ใช้จะนึกถึง และใช้คำพวกนี้ในการสืบค้น และต้องรู้จักปรับและเปลี่ยน mindset บางอย่างในการทำงานบ้าง

คงต้องบอกว่า ถ้ามีพี่เลี้ยง (ที่ดี) คอยดูแล สอนงานเราดี ตั้งแต่แรก น้องใหม่ย่อมมีแม่แบบที่ดี ส่วนที่จะเฉไฉไปบ้าง ก็คงขึ้นอยู่พื้นลักษณะนิสัย และสิ่งแวดล้อม ที่แตกต่างกันออกไปอีก หรือมีปัจจัยอื่น ที่มีแรงฉุดมากกว่า ทำให้เปลี๊ยนไป๋

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s