ความปลื้มใจในหัวใจของคนทำงานตัวเล็กๆ

Pimrumpai

ผู้เขียนได้รับหนังสือ สรรมาฝาก จากพิมพ์รำไพ ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธ์ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสอายุครบ 60 ปี 24 กุมภาพันธ์ 2560 ในเล่มก็เป็นประวัติของอาจารย์ ปู (ชื่อเล่น ผศ. ดร.พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธ์) ที่เขียนเล่าให้อย่างละเอียดทีเดียว ตั้งแต่บรรพบุรุษ ยาวมาจนถึงชีวิตการศึกษา การทำงาน จนใกล้เวลาเกษียณในปี 2560

รู้จักกับอาจารย์ปู ตั้งแต่อาจารย์ปู ทำงานเป็นนักเอกสารสนเทศของศูนย์เอกสารประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดเดียวกัน คือ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนทำงานเป็นบรรณารักษ์ของหอสมุดกลาง มีช่วงที่อาจารย์ปูลาไปศึกษาต่อและกลับมาทำงานอยู่ในศูนย์เอกสารสนเทศ อีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้น อาจารย์ปู ขอเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ความสัมพันธ์ของเราห่างกันไป จวบจนอาจารย์ปูมารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ สถาบันวิทยบริการ ช่วงปี พ.ศ. 2548 จึงเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น เพราะในปี พ.ศ. 2549 ผู้เขียนได้ลาออกมาทำงานที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ในช่วงนั้นเอง ผู้เขียนได้นำเอาโปรแกรม DSpace ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้เขียนรู้จักและสนใจจากการไปอบรมหลักสูตร UN4IM – The UNESCO Training Programme for Information Management. Bangalore, India. และนำมาให้ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายระบบ ช่วยติดตั้งและผู้เขียนก็ได้ออกแบบและทดลองใช้ จนเก็บข้อมูลประเภทวิทยานิพนธ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแห่งแรกที่เกิดเป็นคลังปัญญาสถาบัน (Institutional Repository – IR) และอาจารย์ปู มีความเห็นด้วยกับการดำเนินการ IR นี้ และมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในตอนที่เริ่มทำ IR นั้น ผู้เขียนก็ลืมไปแล้ว พูดอะไรไว้บ้าง จนได้อ่านหนังสือเรื่องที่อาจารย์ปู เขียนในโอกาสครบ 60 ปี (พิมพ์รำไพ หน้า 75)

“ในช่วงที่ทำงาน สนับสนุนงาน การจัดทำคลังปัญญา จนทำให้เป็นคลังปัญญาที่ up and running  แห่งแรกของไทย ดังที่ ฮวง สุภาพร ซึ่งเป็นแรงริเริ่มแรกเริ่ม บอกว่า “ผู้ใหญ่เล่นด้วย”

ตั้งแต่นั้นมา คำว่า คลังปัญญา ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ IR ในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งตามมา และ คุณยุพิน จันทร์เจริญสิน ซึ่งเป็นหัวหน้าศูนย์เอกสารนานาชาติ พี่บรรณารักษ์ที่ผู้เขียนเคารพเป็นอย่างยิ่ง ได้ตั้งชื่อให้เป็น คลังปัญญาจุฬา หรือ Chulalongkorn University Intellectual Repository มีคำย่อเป็น CUIR (โปรดสังเกตว่า  IR ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่ใช่ Institutional Repository เหมือนกับแห่งอื่นๆ แต่ใช้เป็นคำว่า Intellectual Repository)

ขอบคุณ อาจารย์ปู ที่ยังระลึกถึงผลงานที่มีส่วนสนับสนุนและมีการพูดถึงผู้เขียน ขอเก็บความภาคภูมิใจและปลื้มในหัวใจของคนทำงานตัวเล็กๆ

Growroom ประหยัดพื้นที่ ช่วยเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก

Growroom จากไอเดียของสถาปนิก Mads-Ulrik Husum และ Sine Lindholm จาก Space10 ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเหมือนสวน ปลูกพืช ผัก สมุนไพร ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่จำกัด หรือปลูกในเมืองได้ Growroom เปิดตัวเมื่อปลายปี ค.ศ. 2016 โครงสร้างเป็นกระบะปลูกพืชที่โค้งต่อจนกันเป็นวงกลม ออกแบบให้กระบะรับแสงแดดได้อย่างทั่วถึง แถมมีที่นั่งภายในอีกด้วย

The Growroom by Ikea’s Space10, Mads-Ulrik Husum, and Sine Lindholm.R Hjortshoj

น่าจะนำมาใช้เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับหน่วยงานได้ เป็นทั้งเฟอร์นิเจอร์ พื้นที่ปลูกพืช ผัก สมุนไพร หรือลองหาพืชที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมหรือสภาพแวดล้อมภายในอาคาร  มีเว็บไซต์อธิบายวิธีการประกอบในแต่ละขั้นตอนด้วยค่ะ เช่นที่ http://www.designboom.com/design/ikea-space10-the-growroom-flat-pack-spherical-garden-02-20-2017/ และ https://medium.com/space10-the-farm/space10-open-sources-the-growroom-aa7ca6621715  ลองค้นดูค่ะ มีข้อมูลเยอะทีเดียว

อ้างอิง

Garfield, Leanna (2017). Ikea just launched a DIY flat-pack indoor garden that can feed a whole lot of people at once. Retrived from http://www.businessinsider.com/ikeas-growroom-photos-2017-2

ความประทับใจจาก TEDxChula

อ. ธงชัย โรจน์กังสดาล ไปฟัง TEDx ChulalongkornU เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2559 และได้ถ่ายทอดความประทับใจ ออกมา 3 เรื่อง ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 9 กันยายน 2559) อ่านแล้วชอบ มาสรุปอีกต่อหนึ่งนะคะ อ่านรายละเอียดได้จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ค่ะ หรือติดตามวิดีโอคลิปการบรรยายของงาน TEDx ChulalongkornU ซึ่งจะนำขึ้นเว็บไซต์ http://www.tedxchulalongkornu.com หรือยูทูบเร็วๆ นี้

เรื่องแรกการออกจาก Comfort Zone ของข้าราชการเกษียณอายุที่เดินทางท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ แบบแบ๊กแพ็ก ซึ่งหลายคนก็จะมีความกลัวสารพัด การสื่อสาร ความไม่ปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วเรากลัวไปก่อนล่วงหน้า อย่ามัวกลัว อย่ามัวรอเพื่อน จะไม่ได้ไปไหนซักที่ หรือสักที ค้นหาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม และเดินทางท่องเที่ยวได้เลย

เรื่องของน้องกัน ผู้พูดอายุน้อยที่สุดในงาน น้องกัน สังเกตเรื่องขยะล้นเมือง เกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างถังขยะเพื่อแก้ปัญหา น้องกันเริ่มจากการสังเกตปัญหา สร้างต้นแบบ รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงต้นแบบ ส่งเข้าประกวด ปรับปรุงผลงานจนได้รางวัลระดับโลกด้านสิ่งประดิษฐ์ เป็นการพัฒนานวัตกรรมนั่นเอง น้องกัน เป็นนักเรียนประถมสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น ป.6 ค่ะ น่าชื่นชม

เรื่องสุดท้าย ผู้พูดกล่าวว่า เพราะอารมณ์มักมาก่อนเหตุผลในการตัดสินใจ ดังนั้น เราควรใช้เทคนิคนี้ในการสร้างความประทับใจของการบริการต่างๆ เช่น นอกเหนือจาก welcome drink แล้ว โรงแรมควรให้เครื่องดื่มแก่ลูกค้าก่อนเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมระหว่างคอยแม่บ้านตรวจห้องพัก เพื่อให้ลูกค้าจดจำประสบการณ์ดีๆ

น่าคิดต่อนะคะ ถ้าจะมีเครื่องดื่มแบบนี้บ้าง แต่เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เราจะเรียกว่า Thank you drink ดีมั้ยคะ

รายการอ้างอิง

ธงชัย โรจน์กังสดาล. (2016). ไอเดียที่ควรเผยแพร่จาก TEDxChula 2016. เดลินิวส์ 9 (กย. 2559)

ภาษาที่เรียนรู้ได้ยาก

วันก่อนคุยกับบรรณารักษ์ภาษาจีน ทึ่งมากกว่าจะทำรายการหนังสือภาษาจีนเข้าระบบห้องสมุดได้แต่ละเล่ม แถมพี่บรรณารักษ์ภาษาจีนยังบอกอีกว่า ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ยากกว่าอีก โอ้โห! เลยต้องค้นๆ ดู เจอเว็บการจัดอันดับภาษาที่เรียนรู้ยาก สำหรับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จริงๆ ด้วย ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อยู่ในกลุ่มยากสุดเลย

ในเว็บนี้ แบ่งกลุ่มภาษาที่ต้องใช้เวลาเรียน ออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรกใช้เวลา 23-24 สัปดาห์  หรือ 575-600 ชั่วโมง เช่น ภาษาฝรั่งเศส ดัชท์ สเปน เป็นต้น กลุ่มที่สอง ใช้เวลาเรียน 30 สัปดาห์ หรือ 750 ชั่วโมง ได้แก่ ภาษาเยอรมัน กลุ่มที่สาม ใช้เวลาเรียน 36 สัปดาห์ หรือ 900 ชั่วโมง ได้แก่ ภาษาอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสวาฮีลี กลุ่มที่สี่ ใช้เวลาเรียน 44 สัปดาห์หรือ 1100 ชั่วโมง กลุ่มนี้มีจำนวนมากเลย เช่น เนปาลี พม่า เวียดนาม ไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย  ส่วนกลุ่มที่ยากสุด ใช้เวลาเรียน 88 สัปดาห์หรือ 2200 ชั่วโมง มี ภาษาอาระบิค ภาษาจีน (ทั้ง Cantonese และ Mandarin) ภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาเกาหลี ติดตามอ่านได้ที่  http://www.effectivelanguagelearning.com/language-guide/language-difficulty

Pantip.com จับมือ ม.เกษตร เปิดตัวระบบ Auto Tag ด้วย Machine Learning

ที่ผ่านมา Pantip ให้เจ้าของกระทู้เป็นฝ่ายเลือกแท็กให้กระทู้เอง ปัญหาที่พบคือ 1) ใส่แท็กไม่เป็น 2) สแปมแท็ก อยากให้คนเห็นเยอะๆ เลยตั้งแท็กหว่านๆ

ทางแก้ของ Pantip คือต้องมีทีมงานตรวจสอบกระทู้อย่างละเอียด และแก้ไขแท็กให้ถูกต้อง ปัจจุบันมีกระทู้ใหม่วันละ 5,000 กระทู้ ถือเป็นงานหนัก ต้องใช้ทีมเว็บมาสเตอร์หลายสิบคนช่วยกันมอนิเตอร์ เปลืองแรงมาก จึงมีระบบเข้ามาช่วยแยกแยะข้อความในกระทู้ เพื่อนำเสนอแท็กให้ผู้ใช้งาน อ่านรายละเอียดได้ที่https://www.blognone.com/node/79057

อ่านปัญหาของ Pantip แล้วทำให้นึกถึงเวลาที่บรรณารักษ์ให้คำสำคัญ ให้หัวเรื่อง ระยะหลังๆ ใช้เป็น tag และเปิดโอกาสให้คนอ่านเข้ามาใส่ tag เองในลักษณะที่เรียกว่า Folksonomies ที่นี้ก็จะเปิดปัญหาที่ว่าเนื้อหาลักษณะเดียวกัน มีการให้คำสารพัดคำที่จะใส่ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็มีทั้งเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ เพื่อจะให้เข้าถึงได้หมดไม่ว่าจะค้นด้วยคำไหน แต่ก็จะเกิดปัญหาเนื้อหาอย่างเดียวกัน บางคนใส่คำนี้ บางคนไม่ใส่ การค้นจึงได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน พลาดข้อมูลบางรายการ จะสามารถใช้ Auto Tag แบบนี้ได้บ้างก็จะดี

รายการอ้างอิง
mk. (2559). Pantip.com จับมือ ม.เกษตร เปิดตัวระบบ Auto Tag ด้วย Machine Learning. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 จาก https://www.blognone.com/node/79057

อายุการเก็บเอกสารภาษี

ตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นมาจนจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม ที่ประชาชนคนไทยที่มีหน้าที่ในการเสียภาษีให้แก่รัฐ  เพื่อนำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศต่อไปนั้น ผู้เขียนซึ่งทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี ในการยื่นแบบการเสียภาษีมาทุกๆ ปี ตั้งแต่ยังต้องกรอกรายการเสียภาษี รายการการลดหย่อน งง มาก งง น้อย จนเกิดความชำนาญ จนมาถึงมีการยื่นแบบภาษีผ่านทางอินเทอร์เน็ต ชีวิต Happy ขึ้นเยอะเลย ศึกษาวิธีการกรอกไปเรื่อย เพราะกรมสรรพากร ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ปรับเปลี่ยนแบบฟอร์มการกรอกอยู่เสมอๆ เหมือนกัน

เป็นประจำทุกปี ที่มักจะยื่นการเสียภาษี เกือบจะหมดเวลาการยื่น คนรอบข้างทั้งลูกน้อง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ต่างได้รับเงินคืนภาษี จนพูดว่าเอาเงินที่ได้จากการคืนภาษีไปใช้หมดแล้ว บ้างก็บอกว่า ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม  2 ปีที่แล้วยื่นวันสุดท้ายเลย กลัวอยู่เหมือนกัน เพราะคนก็จะเฮโลยื่นทางออนไลน์วันนั้นกันเยอะ  อาจจะทำให้ระบบเกิดปัญหาได้ ปีนี้ ได้จังหวะว่าง เลยได้ยื่นภาษีไปเมื่อวันก่อน เห็นซองเอกสารการเสียภาษี ที่เก็บไว้ในแต่ละปี เขียนกำกับหน้าซองไว้เรียบร้อย แถม save เก็บเป็นไฟล์ไว้ในคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก จัดเก็บเป็นโฟลเดอร์เรียงตามลำดับ เลยให้เอะใจว่า ตกลงเราต้องเก็บเอกสารหลักฐานพวกนี้ กี่ปี จึงจะทำลายหรือลบได้ สอบถามไปในกลุ่มไลน์ได้มาหลายคำตอบ สุดท้ายมีน้องส่งคำตอบจากระบบสารานุกรมภาษี http://wiki.mof.go.th/mediawiki/index.php/ความรู้เกี่ยวกับภาษี_J มาให้อ่าน  ในเว็บระบบสารานุกรมภาษี เขียนไว้ว่า “ตามกฏหมายภาษี – กำหนดให้ผู้เสียภาษีต้องเก็บเอกสารทางบัญชีและภาษีไม่น้อยกว่า 5 ปี ภายใต้เงื่อนไขต้องยื่นแบบทุกปี ทั้งนี้ไม่ว่าผู้เสียภาษี จะยื่นแบบภาษีถูกหรือยื่นผิดก็ตาม โดยปกติเจ้าพนักงานมีสิทธิประเมินย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี (ไม่นับปีปัจจุบัน) เช่น ถ้าปัจจุบันปี 2550 ก็ย้อน หลังได้คือปี 48 – 49 เป็นต้น แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าพนักงานสรรพากรมีอำนาจประเมินขยายระยะเวลาได้ถึง 5 ปี ดังนั้น ผู้เสียภาษีจึงควรเก็บเอกสารให้เกิน 5 ปี (ทำลายเอกสารในปีที่หก) แต่ถ้าผู้เสียภาษีไม่เคยยื่นแบบเลย สรรพากรสามารถประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี”  ถึงบางอ้อ

รายการอ้างอิง
ระบบสารานุกรมภาษี. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 จาก http://wiki.mof.go.th/mediawiki/index.php/ความรู้เกี่ยวกับภาษี_J

อังกฤษยังคงพิมพ์กฎหมายบนหนังสัตว์ต่อไป

จากเว็บไซต์ BBC วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 (http://www.bbc.com/news/magazine-35569281) ได้เสนอข่าวในหัวข้อเรื่อง Why is the UK still printing its laws on vellum? ในภาพประกอบข่าวจะมีม้วนหนังสัตว์ที่บันทึกกฎหมายไว้อยู่เต็มไปหมด

ทำไมอังกฤษ จึงยังคงการบันทึกกฎหมายในแบบเดิม หรือบนหนังสัตว์ที่ทำจากหนังลูกวัว หรือหนังแพะ เพราะหนังสัตว์เหล่านี้ สามารถเก็บไว้ได้ในระยะยาว แม้แต่เอกสารที่เก่าเก็บในรัฐสภาอังกฤษ ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1497 ก็ยังคงอยู่ รวมทั้ง Magna Carta ต้นฉบับ มีอายุมากกว่า 800 ปี ก็ยังมีสภาพคงอยู่ คำตอบง่ายๆ ก็คือ การไม่ไว้ใจสื่อดิจิทัลที่จะยังอยู่ไปถึงอนาคต เพราะสื่อบันทึกต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ ต้องมีการย้าย ถ่ายโอนไปตามสื่อที่เปลี่ยนไป การทำสำรองยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนถ่าย มนุษย์ต้องอ่านโดยอาศัยสื่อ พึ่งพาเทคโนโลยี

รายการอ้างอิง
Why is the UK still printing its laws on vellum? (2016). Retrieved 16 Feb 2016 from http://www.bbc.com/news/magazine-35569281

To Sir with Love … แด่คุณครูด้วยดวงใจ

แวะเข้าเว็บไซต์ของคุรุสภา เพราะวันนี้เป็นวันครูแห่งชาติ พบเว็บเพจ วันครู มีข้อมูลเกี่ยวกับ วันครู และกิจกรรมในวันครู ได้ข้อมูลใหม่ๆ หลายอย่างเลยทีเดียว เช่น [1] ดอกไม้ประจำวันครู คือ ดอกกล้วยไม้ จากมติของคณะกรรมการจัดงานวันครู  พ.ศ. 2539  ได้กำหนดให้ ดอกกล้วยไม้ เป็นดอกไม้ประจำวันครู โดยพิจารณาเห็นว่าธรรมชาติของดอกกล้วยไม้มีลักษณะคล้ายคลึงกับงานจัดการศึกษาและสภาพชีวิตของครูดังคำกลอนของ ท่านหม่อมหลวงปิ่น  มาลากุล  ที่ว่า

“กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น
การศึกษาปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม”

นอกจากนี้กล้วยไม้เป็นพืชที่อยู่ในที่สูง ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ร่วงโรยง่าย เปรียบเหมือนครูที่อยู่ทั่วแดนไทย ที่ต้องอดทนต่อสู้ เพื่ออุดมการณ์และอุทิศตนเพื่อการศึกษาของชาติ

ขอมอบดอกกล้วยไม้ แด่คุณครูผู้มีพระคุณทุกท่าน และเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง To Sir with Love 

[1] คุรุสภา. ดอกไม้วันครู. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2559 จาก http://site.ksp.or.th/about.php?site=teachersday&SiteMenuID=99

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 255

กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๘ จำนวน ๘ คน

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2558

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2558

ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ นายกฤษฎา โรจนกร (สถาปัตยกรรม) ศ.เกียรติคุณเสริมศักดิ์ นาคบัว (การออกแบบอุตสาหกรรม) ศ.วิชัย สิทธิรัตน์ (ประติมากรรม)

ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2558 สาขาทัศนศิลป์

ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2558 สาขาทัศนศิลป์

สาขาวรรณศิลป์ นายธีรภาพ โลหิตกุล (สารคดี) นายไพวรินทร์ ขาวงาม (กวีนิพนธ์)

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2558 สาขาวรรณศิลป์

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2558 สาขาวรรณศิลป์

สาขาศิลปะการแสดง น.ส. เวณิกา บุนนาค (นาฏศิลป์ไทย ) ร.ต.สันติ ลุนเผ่ (ดนตรีสากล) นายสมบูรณ์ นิยมศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2558 สาขาศิลปะการแสดง

ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2558 สาขาศิลปะการแสดง

รายการอ้างอิง

กระทรวงวัฒนธรรม. 2558. กวช.ประกาศผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๘. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558 จาก http://www.culture.go.th/thai/index.php?option=com_content&view=article&id=3490:2015-12-23-12-23-32&catid=34:news&Itemid=351

Taxi มีน้ำใจ

ในวันที่เรากำลังหัวเสียกับเรื่องๆ หนึ่ง ก็มักจะมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นเสมอ สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุที่ต้องเดินทางมาทำงานด้วยตนเอง (เป็นเหตุที่มีอาการหัวเสียนิดหน่อย) ใช้บริการแท๊กซี่ให้มาส่งที่ทำงาน เราก็ตรวจเช็คเงินเรียบร้อยว่า น่าจะมีเงินย่อย ที่จะจ่ายค่าโดยสาร ปรากฏว่า ค่าแท๊กซี่ เป็นเงิน 143 บาท เราให้แบงค์ 500 บาท แต่คนขับไม่มีเงินทอน เลยต้องเทกระเป๋า รวบรวมเงินได้เพียง 138 บาท เราบอกว่าขอให้รอนิดนึง จะวิ่งลงไปแลกเงินมาให้ คนขับบอกว่า ขอรับแค่นี้ ปฏิเสธไม่รับเงินและไม่ยอมรอให้ไปหาเงินพาเพิ่มให้ครบตามจำนวน เราเองก็นึกไม่สบายใจ เพราะว่าเค้าก็ต้องหาเลี้ยงชีพ เราได้แต่ขอบคุณในความมีน้ำใจ ซาบซึ้งๆ เรื่องหัวเสียเลยหายไป มีแต่ความอิ่มเอมใจเข้ามาแทน