เครื่องแจกเรื่องสั้นให้อ่านฟรี

สำนักพิมพ์ Short Édition ได้ไอเดียจากตู้ขายของอัตโนมัติ เลยทำตู้แจกเรื่องสั้นให้อ่านฟรีๆ เพียงเลือกความยาวเรื่องสั้นโดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการอ่าน (1 นาที 3 นาที และ 5 นาที) แล้วกดปุ่ม เครื่องก็จะปลิ้นกระดาษเหมือนใบเสร็จที่มีเรื่องสั้นขนาดกะทัดรัดให้อ่านกันเพลินๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.poppaganda.net/2015/10/29/innovation-short-story-dispensers-grenoble-france/#sthash.4Sipqjbb.dpuf

เครื่องแจกเรื่องสั้นให้อ่านฟรี

เครื่องแจกเรื่องสั้นให้อ่านฟรี

รายการอ้างอิง

Short Story Dispensers – ตู้อัตโนมัติ แจกเรื่องสั้นให้อ่านฟรี. 2558.  สืบค้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 จาก http://www.poppaganda.net/2015/10/29/innovation-short-story-dispensers-grenoble-france/

Bibliocycle (จักรยานห้องสมุด)

เห็นรูป Bibliocycle ครั้งแรกนึกว่ารถขายไอศรีมที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ที่ห้องสมุดประชาชนบอสตัน (Boston Public Library) ใช้เป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ โดยใช้จักรยานเพื่อเป็นการส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็กๆ ในช่วงหน้าร้อน และเป็นการใช้เวลาในช่วงหน้าร้อนไม่ต้องเสียโอกาสในการเรียนรู้

ฺBibliocycle

 ฺ                          Bibliocycle

โครงการ Bibliocycle เป็นความร่วมมือระหว่าง Boston Public Library (BPL) และ Boston Bikes ทำให้ห้องสมุดนำหนังสือไปตามถนนต่างๆ ได้ หนังสือที่นำไปให้อ่าน ประกอบด้วย ข่าวประกาศ หนังสือขายดี หนังสือทำอาหาร ทำสวน หนังสือรูปภาพ การซ่อมจักรยาน เป็นต้น ยืมได้ไม่เกิน 10 รายการต่อคน การคืนต้องไปคืนที่ห้องสมุดประชาชนบอสตัน รวมทั้งจ่ายค่าปรับที่ห้องสมุดประชาชนบอสตันด้วย จักรยานห้องสมุดนี้จะวิ่งไปตามตลาด งานเทศกาล และกิจกรรมต่างๆ ตามละแวกเพื่อนบ้าน

บรรณานุกรม:

Mayor Walsh Launches Innovative Mobile Reading Initiatives across Boston. Retrieved 20140920 from http://www.bpl.org/press/2014/07/08/mayor-walsh-launches-innovative-mobile-reading-initiatives-across-boston/

เพลินๆ กับการแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน

เมื่อเช้าได้ดูรายการหนึ่งจากช่อง ไทยพีบีเอส พูดถึง Carnaby Book Exchange ซึ่งไม่ได้ขายหนังสือ แต่เป็นที่ๆ ที่ให้คนที่สนใจหนังสือมาแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน ใครหยิบไป 1 เล่ม ก็เอาหนังสือของตัวเอง มาแลก 1 เล่ม เอาไป 5 ก็มาใส่ 5 เล่ม แต่ถ้าเอาหนังสือมาให้ 5 จะรับหนังสืออื่นไปอ่านเพียง 1 เล่ม ก็ไม่ว่ากันค่ะ หรือจะนั่งอ่านที่ร้านก็ได้ จะได้มีการสนทนา หรือปฏิสัมพันธ์กันได้ ภายในร้านก็มีมุมสบายๆ อยู่ด้วย

น่าสนใจกิจกรรมดีๆ แบบนี้ เคยเห็นห้องสมุดหลายแห่ง พยายามทำลักษณะนี้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แลกเปลี่ยน ดูเงียบเหงา มีตู้ไว้ให้ แต่หนังสือที่เหลือ (คงต้องพูดว่าเหลือ) อยู่เป็นหนังสือที่ลักษณะเหมือนเจ้าของหนังสือตั้งใจนำมาทิ้งมากกว่าจะเอามาแลกเปลี่ยน (แต่เจตนาเดิม อาจจะแลกเปลี่ยนก็ได้ค่ะ) ประเภทหนังสือที่ออกโดยหน่วยงานราชการ อย่าง รายงานประจำปี รายงานประชุมทางวิชาการ (เก่าๆ) ฯลฯ น่าจะมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมอีกนิด เพื่อให้มุมหนังสือแบบนี้ เป็นลานเพลินของห้องสมุด ก็น่าจะดีไม่น้อย หรือในชุมชนก็ได้ค่ะ มีหนังสือแต่ละบ้านก็สามารถนำมาแลกเปลี่ยนกันอ่านได้ เสริมกิจกรรมสนุกๆ เข้าไป เป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ รักการอ่าน สนใจอ่านหนังสือมากขึ้น ผู้ใหญ่เองก็อ่านได้ เพราะคงมีหนังสือซักเล่มที่เราสนใจ

ห้องสมุดตามบ้าน (Home library)

พระราชนิพนธ์ เรื่อง โรมัญสัญจร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงขึ้นเมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศอิตาลีระหว่างวันที่ 3-16 เมษายน พ.ศ. 2531 เพื่อทรงร่วมเป็นกรรมการตัดสินหนังสือเด็กของ International Board on Books for Young People (IBBY) ณ เมืองโบโลญญา ด้วยความสนพระทัยในการส่งเสริมการอ่านและห้องสมุดเด็ก พระองค์ได้มีพระราชดำรัสถามคุณเพลลูสกี้ (Ms. Anne Pellewski) ผู้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินฯ  ชาวอเมริกัน ให้อธิบายเรื่อง Home library หรือห้องสมุดตามบ้าน ซึ่งคุณเพลลูสกี้ไปจัด workshop ที่ไนจีเรีย ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พระองค์ทรงบันทึก ดังนี้ [1]

“ระบบห้องสมุดแบบนี้ คือ การหัดให้ชาวบ้าน (ส่วนใหญ่เป็นพวกแม่บ้าน) ให้รู้จักเล่านิทาน เขาจัดเป็น workshop ประมาณ 5-7 วัน บรรยากาศไม่ให้เคร่งเครียดนักเป็นการคุยกันเล่น ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร เขามีวิธีการ คือ ชาวบ้านจะรวบรวมหนังสือส่วนตัวหรือหนังสือที่มีผู้บริจาค หรืออาจจะยืมจากห้องสมุด แล้วป่าวประกาศให้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ มาอ่านหนังสือกัน ผู้ที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์จะต้องมีเทคนิคในการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เล่าเรื่องให้เด็กสนใจอยากฟังและอยากอ่านต่อเอง เขาแนะนำให้ทำหนังสือขึ้นมาเอง โดยการนำเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นมาเขียนบันทึกไว้”

เมื่อนึกภาพตอนที่ผู้ใหญ่ อ่านนิทานหรือหนังสือให้เด็กๆ ฟัง ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง You’ve got mail ที่นางเอกเมก ไรอัน เจ้าของร้านหนังสือเด็ก นั่งเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง ชอบบรรยากาศแบบนั้นจัง รู้สึกอบอุ่น เด็กๆ ก็ชอบ คนเล่าก็ต้องมีเทคนิคที่จะให้เด็กๆ ติดใจ อยากอ่านหนังสือนิทานเรื่องนั้นๆ ต่อ หรือหาหนังสืออ่านเพิ่มเอง จากการกระตุ้นให้รักการอ่านจากการฟังนิทานนั่นเอง แต่สุดท้ายร้านหนังสือเด็กของนางเอก เมก ไรอัน ก็ต้องปิดกิจการไป เนื่องจากร้านหนังสือที่ใหญโตกว่าของพระเอก ทอม แฮงค์ส เข้าลักษณะปลาใหญ่ กินปลาเล็ก

เรื่องการเล่านิทาน โดยให้ผู้ปกครองเป็นผู้เล่าเอง หรือให้เด็กๆ อ่านนิทานบนกระดาษ มากกว่าจะให้เด็กๆ อ่านจากหน้าจอนั้น จากการวิจัยพบว่า [2]  เด็กๆ ที่อ่านนิทานบนกระดาษสามารถจดจำรายละเอียดได้ดีกว่ากลุ่มเด็กที่อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ปรุงแต่งด้วยภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ และเกมส์ และในการสำรวจติดตามพ่อแม่ 1,226 คน พ่อแม่เหล่านี้ยังนิยมอ่านหนังสือนิทานกับลูกหลานด้วยกันมากว่าการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานผลการศึกษาโดยจูเลีย แพร์ริช-มอร์ริส และเพื่อนร่วมวิจัย พบว่า พ่อแม่จะสอดแทรกการเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาให้ลูกหลานฟังไปด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะทำให้พ่อแม่เสียจังหวะในการอ่านนิทานแบบนี้ เพราะมัวแต่คอยห้ามเด็กๆ ไม่ให้กดปุ่มนั้นปุ่มนี้ เสียจังหวะในการเล่าเรื่องเสมอ การเสียสมาธิการอ่านแบบนี้ทำให้เด็กไม่เข้าใจแม้แต่ใจความสำคัญของนิทาน ตรงกันข้ามกันเด็กที่อ่านหนังสือนิทานกลับติดตามเรื่องราวได้ดี

ยังอยากเห็นภาพพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง เล่านิทานหรืออ่านหนังสือจากกระดาษให้เด็กๆ ฟังมากกว่าที่จะปล่อยให้อ่านเองจากจอ หรือจะทำแบบห้องสมุดตามบ้าน ก็น่าจะสนับสนุน คนไทยยิ่งอ่านหนังสือกันไม่มากอยู่ด้วยซิ

รายการอ้างอิง

เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. โรมัญสัญจร. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2531.

Jabr, Ferris. Why the Brain Perfers Paper. Scientific American, Nov 2013.