คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของนักวิจัย

จากการบรรยายของ ศาสตราจารย์ ดร. อังศุมาลย์ จันทราปัตย์ หัวหน้าคณะผู้จัดทำจรรยาวิชาชีพและแนวทางปฏิบัติให้กับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในการประชุมเชิงวิชาการเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของนักวิจัย วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม 2560 ณ ห้องบรรยาย 3 อาคารอำนวยการ ชั้น 3 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ขอสรุปส่วนหนึ่งของการบรรยาย ที่เกี่ยวกับการจัดทำผลงาน การเผยแพร่ผลงานวิจัย ขอนำมาสรุปเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานวิจัย และการเผยแพร่ผลงานวิจัย เพื่อให้อยู่ในกรอบของการมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของนักวิจัย จากเอกสารประกอบการประชุมเชิงวิชาการ ของสำนักพัฒนาวิชาการ ดังนี้

การเผยแพร่ผลงานวิจัย

  • หากไม่จำเป็นไม่ควรเสนอผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ (Premature) หรือยังไม่ได้รับการประเมินออกสู่สังคม
  • ต้องให้เกียรติและอ้างถึงนักวิชาการ/แหล่งข้อมูลที่นำมาใช้
  • ระบุและลำดับชื่อผู้นิพนธ์อย่างถูกต้องเป็นธรรม
  • ขอบคุณบุคคล คณะบุคคล และองค์กรที่สนับสนุนงานวิจัยในกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement)
  • นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบธรรม
  • แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากการนำเสนอผลงานวิจัยสู่สาธารณะ
  • ไม่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่องเดียวกันซ้ำซ้อนหรือมากกว่า 1 แห่ง (Dual or duplicate publication)
  • ตีพิมพ์ผลงานมากกว่าหนึ่งภาษาได้ หากวารสารที่จะตีพิมพ์มีนโยบายรองรับ แต่ต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบล่วงหน้าด้วย
  • ส่งเรื่องเต็มของบทคัดย่อ (Abstract) ที่ตีพิมพ์ใน Proceedings ไปให้วารสารวิชาการพิจารณาได้ แต่ควรให้บรรณาธิการวารสารนั้นทราบและยินยอมก่อน
  • ไม่แบ่งย่อยผลงานวิจัยเป็นหลายเรื่องเกินความเหมาะสม เพื่อเพิ่มจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ (Salami publication or Balogna) เพราะอาจลดคุณค่าของงานได้ (แต่อาจจกระทำได้ หากบทความเหล่านั้น มีเนื้อหาเหมือนกันไม่เกินร้อยละสิบ และต้องไม่ใช้ตารางหรือภาพประกอบเดียวกัน และให้บรรณาธิการวารสารที่ส่งเรื่องไปตีพิมพ์ทราบและยินยอมด้วย)
  • การให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยแก่ผู้สนใจและร้องขอ ควรเป็นไปตามเงื่อนไขหรือได้รับความเห็นชอบตากต้นสังกัดว่าด้วยจริยธรรมที่ครอบคลุมข้อมูล วัสดุและทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

Continue reading

มาทำความรู้จักกับ Altmetrics (ตอนที่ 2)

ในบทความตอนที่ 1 ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า บรรณารักษ์ต้องเป็นผู้สนับสนุนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแจ้งงานวิจัยล่าสุด การสนับสนุนการทดลองด้วยการวัดแบบ altmetrics และการให้ความรู้เกี่ยวกับ altmetrics

ดังนั้น บรรณารักษ์จึงต้อง:

  1. การศึกษาวรรณกรรม บรรณารักษ์ควรทำความรู้จักกับ altmetrics ด้วย วรรณกรรมต่างๆ  เช่น- SPARC report เช่น Article-level metrics primer ซึ่งเป็น การวัดในระดับบทความ (article-level metrics)
    – Altmetrics: Rethinking the Way We Measure
    – Introduction Altmetrics: What, Why and Where?
    – สื่อนำเสนอ เรื่อง How libraries can empower scholars (and scholarly communication) through altemetrics โดย Heather Piwowar
    – สื่อนำเสนอ เรื่อง Altmetrics are here: are you ready to help your faculty? โดย Stacy Konkiel
    17 More Essential Altmetrics Resources (the Library Version)
    –  Altmetrics in the wild: Using social media to explore scholarly impact
    Can Tweets Predict Citations? Metrics of Social Impact Based on Twitter and Correlation with Traditional Metrics of Scientific Impact
    Prevalence and use of Twitter among scholars
    Clickstream Data Yields High-Resolution Maps of Science
    Altmetrics Collection (PLOS Collections)
    – เข้าไป join กับ Altmetrics Mendeley group

    ฯลฯ

    รายการอ้างอิง:

    Lapinski, Scott, Piwowar, Heather and Priem, Jason. How librarians can help prepare faculty for the next generation of research impact metrics. College & Research Libraries News vol. 74 no. 6 292-300. Retrieved 14112014 fromhttp://crln.acrl.org/content/74/6/292.long

มาทำความรู้จักกับ Altmetrics (ตอนที่ 1)

เนื่องจากไม่มีใครที่จะอ่านได้หมดทุกสิ่งอย่าง จึงทำให้เรายอมรับหรือมีความเชื่อมั่นกับการกรองผลงานทางวิชาการ ด้วยค่าการวัดคุณภาพ เช่น Impact factor, h-index, ค่า Citation ฯลฯ แต่ด้วยการเติบโตของเครื่องมือใหม่ๆ ทางออนไลน์ ทำให้มีตัวกรองใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการกรองหรือการวัดผลงานทางวิชาการ วิจัย ที่เป็นทางเลือก (Alternative metrics) หรือ Altmetrics เพราะ Altmetrics เป็นการวัดจำนวนที่ได้รับจากผู้อ่านด้วยวิธีการต่างๆ เช่น จำนวนการดูบทความ, จำนวนดาวน์โหลด, การ Tweet, การ post ขึ้น blog, การกด Likes, การกด Shares, การ Discussed, การ Cited เป็นต้น Altmetrics น่าจะเป็นตัววัดความนิยมของผลงานทางวิชาการ วิจัย ที่เสริมกับการวัดผลงานทางวิชาการ วิจัยแบบเดิม

Altmetrics เป็นการวัดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงข้อมูลปราฎในวันเดียวหรือสัปดาห์ แทนที่จะเป็นปีกว่าจะมีการอ้างอิงถึงผลงาน อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร บรรณารักษ์ และสำนักพิมพ์ จึงเริ่มที่จะคุยกันถึงการใช้ประโยชน์ altmetrics และใช้อย่างไรกับการประเมินการมีส่วนร่วมทางวิชาการของนักวิจัย ห้องสมุดจึงจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกหรือช่วยสื่อสารไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมทั้งนักวิจัย (นักศึกษา และคณาจารย์) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัย

บรรณารักษ์เป็นผู้ที่ต้องสนับสนุนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแจ้งงานวิจัยล่าสุด การสนับสนุนการทดลองด้วยการวัดแบบ altmetrics และการให้ความรู้เกี่ยวกับ altmetrics

รายการอ้างอิง:

Lapinski, Scott, Piwowar, Heather and Priem, Jason. How librarians can help prepare faculty for the next generation of research impact metrics. College & Research Libraries News vol. 74 no. 6 292-300. Retrieved 14112014 from http://crln.acrl.org/content/74/6/292.long

Priem J., Taraborelli D., Groth P., Neylon C., “Alt-metrics: A manifesto,”  Retrieved 14112014 from http://altmetrics.org/manifesto/

การวิเคราะห์สมรรถนะด้านงานวิจัย

ปัจจุบันฐานข้อมูลที่เก็บผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย เพิ่มแพลทฟอร์มใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อให้ตอบโจทย์สำหรับการใช้ฐานข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่มักจะเป็นคำตอบที่ประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัย องค์กรวิจัย ได้ว่าสถานะผลงานวิจัยเป็นอย่างไร มีจุดเด่นในสาขาใด เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัย องค์กร หรือหน่วยงานอื่นๆ เพราะแพลทฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้ แยกแยะและวิเคราะห์ได้ตามสาขาวิชาการ (ตรงนี้ จะสามารถตอบได้ว่า เราเด่นหรือเก่งในด้านใด หรือใครบ้างที่เก่งกว่าเรา สามารถเปรียบเทียบทั้งภายในประเทศ และระดับโลก จะพัฒนาต่อไปเพื่อให้เป็นเลิศทางการวิจัยต่อไป หรือต้องพัฒนาในสาขาใดขึ้นไปอีก) เห็นความร่วมมือกับนักวิจัย องค์กรอื่นๆ ตรงนี้เป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายความร่วมมืองานวิจัย เครือข่ายนักวิจัย และยังมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย สามารถแสดงผลในรูปของกราฟ หลากหลายรูปแบบ

ผู้บริหารจะได้เห็นสถานะการวิจัยในภาพรวมของมหาวิทยาลัย องค์กร และหน่วยงานของตนเองได้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ เพื่อให้รู้จักตนเอง และเพื่อใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานวิจัยต่อไป

ตัวอย่างของแพลทฟอร์มที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เช่น InCites, Scival เป็นต้น มีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ บรรณารักษ์ นักวิจัย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิจัย ไม่ต้องมานั่งทำด้วยมือ เพราะกว่าจะดึงข้อมูลของหน่วยงานตนเองออกมา ด้วยการสืบค้นหลายๆ อย่างเพื่อจะให้ตอบโจทย์แล้ว ก็ใช้เวลาทีเดียว ยิ่งการลงชื่อหน่วยงานที่นักวิจัยลงกันอย่างหลากหลายด้วยแล้ว ต้องให้เวลากับการทำความสะอาดข้อมูล แต่ฐานข้อมูลก็จะพัฒนาในเรื่องการลงชื่อหน่วยงานเหล่านี้ไปด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ในการดึงข้อมูลหรือจะวิเคราะห์ข้อมูล จึงต้องรู้ธรรมชาติของข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลเป็นอย่างดี บรรณารักษ์ จะเป็นผู้ที่จะรู้จักฐานข้อมูล หาฐานข้อมูลมานำเสนอ เรียนรู้วิธีใช้ และรู้จักกับโครงสร้างฐานข้อมูล ควรจะต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิจัย เพื่อให้สามารถหาคำตอบให้ตรงกับสิ่งที่องค์กรต้องการ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานวิจัยได้อย่างเต็มที่